ติดตามข้อมูลความคิดของบุคคลในหลากหลายวงการ ทั้ง “นักธุรกิจระดับข้ามชาติ-นักธุรกิจใหญ่ระดับประเทศ-ข้าราชการระดับสูงจากหลายกระทรวง-เจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในท้องถิ่น-เกษตรกรที่ไม่ใช่ตาสีตาสา”
หยิบเรื่องราวต่างๆ ของประเทศเราขณะนี้มาพูดถึงกันในหลายเรื่องหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และปลีกย่อยไปในเรื่องอื่นๆ เช่นบทบาทของสื่อมวลชน บทบาทแรงงานต่างชาติ การทำหน้าที่ของตำรวจ ฯลฯ
สรุปภาพร่วมมุมมองได้ว่า “แห้งเหี่ยว สิ้นหวังไปเกือบทุกด้าน”
ในด้านเศรษฐกิจ มีการพูดถึงกฎกติกา หรือโครงการใหม่ๆ ที่เอื้อให้ “ทุนใหญ่ ทำลายทุนเล็ก” สร้างเงื่อนไขให้มหาเศรษฐีรวบรวมทรัพย์สมบัติของชาติไปไว้ที่ตระกูลตัวเอง คนเล็ก คนน้อย คนชั้นกลางต้องขายทรัพย์สินเพื่อประทังความอยู่รอด
ในทางการเมือง อำนาจถูกรวมศูนย์ โดยกลไกของ “นักธุรกิจใหญ่ไม่กี่ตระกูล” เข้าไปชี้นำ แทรกแซง และบัญชาการอำนาจ โดยผู้ดูแลอำนาจรัฐทำเหมือนไม่รู้เท่าทัน
ในทางสังคม คลุ้งด้วยเรื่องราวที่สะท้อนจิตใจผู้คนที่ชั่วร้ายรุนแรงมากขึ้นเรื่อย
เรื่องอื่นก็เช่นกัน ต่างคนต่างมุ่งที่จะเอาตัวรอด รักษาสถานะของตัวเองไว้ โดยใส่ใจกับคุณธรรมการอยู่ร่วมกันน้อยลงเรื่อยๆ
มีการประเมินว่านับจากนี้โครงสร้างของสังคมไทย หากแบ่งด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ “คนจน” อันหมายถึงผู้ที่พึ่งพาตัวเองไม่ได้ ต้องรอขอความช่วยเหลือจากอำนาจรัฐ หรือเจ้าของทุนใหม่เพื่อประคับประคองชีวิตจะมากขึ้น เนื่องจาก “คนชั้นกลาง” จะลดลง
เพราะหนทางการทำมาหาได้จะตีบตันไปเรื่อยๆเนื่องจาก “ความสามารถในการแข่งขัน” ถูกทำให้สู้ไม่ได้กับ “นายทุนใหญ่” และ “นักลงทุนจากต่างชาติ” ที่ได้รับประโยชน์จากกติกาใหม่ๆ ที่อำนาจรัฐเอื้อให้
“คนชั้นกลาง” มีความสำคัญยิ่งในการพัฒนา
ก่อนหน้านั้นมีการสรุปว่า “ความมั่นคงของประชาธิปไตย” ขึ้นมาอยู่กับ “สัดส่วนคนชั้นกลางในสังคม ในประเทศนั้น” หากจะทำให้ประชาธิปไตยมีเสถียรภาพ จะต้องเพิ่มจำนวนของคนชั้นกลางให้มากๆ เพราะเมื่อเป็นคนชั้นกลางแล้ว คนๆ นั้นจะมีความคิด “ปกป้องสิทธิของตัวเอง” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ “ความเชื่อมั่นในประชาธิปไตย” พ้นจากสังคมแบบคนส่วนใหญ่รอการอุปถัมภ์ ซึ่งทำให้ง่ายต่อความคิดยินยอมให้ตัวเองถูกละเมิดสิทธิเพื่อแลกกับโอกาสที่จะได้รับการอุปถัมภ์
ทำให้มีการมองกันว่า ยุคสมัยที่คนชั้นกลางถูกทำให้ล้มหายตายจาก ต้องกลับไปเป็นคนในชนชั้นรอการอุปถัมภ์จะก่อความชอบธรรมให้เห็นว่า “ประชาธิปไตย” ที่หัวใจอยู่ที่ความเท่าเทียมในสิทธิและเสรีภาพ มามีความจำเป็น
นักการเมืองหันเหตัวเองมาเป็น “ผู้รอรับการแต่งตั้ง” ซึ่งเป็นความยอมจำนนกับ “ระบบอุปถัมภ์” ซึ่งสถาปนาขึ้นมา ไม่ต่างกันข้าราชการที่จิตวิญญาณถูกกลืนไปกับระบบนี้โดยไม่รู้สึกตัวอยู่แล้ว
มีคำถามว่าสภาวะการที่ถูกทำให้ถอยหลังไปไกลมากของสังคมไทยแบบนี้ เกิดจากอะไร
ในเรื่องนี้ มีการหยิบยกคำที่ อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข เคยสรุปไว้ “เพราะคนชั้นกลางไม่เอาประชาธิปไตย”
ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจยิ่งว่า “คนชั้นกลาง” ที่ในหลักการ “จะสร้างภาวะรักในสิทธิเสรีภาพของตัวเอง” เป็น “เสรีชน” ที่ไม่ชมชอบในระบบอุปถัมภ์
และเป็นปัจจัยที่จะทำให้ “ประชาธิปไตยมีเสถียรภาพ” กลับแอนตี้ประชาธิปไตยเสียเอง
ทำไมพร้อมที่จะสูญเสียสถานะของตัวเอง เพื่อ “ไม่เอาประชาธิปไตย”
………………
สุชาติ ศรีสุวรรณ

