หนีการเมือง ไปดูฟุตบอลซีเกมส์ หวังจะหายเครียด
ปรากฏว่านอกจากจะไม่หายเครียดแล้ว
ยังเอาเรื่อง การเมืองไปผสมปนเปกีฬาให้เครียดหนักขึ้นอีก
สองอย่างนี้ช่างมีชะตาที่เหมือนกันเหลือเกิน
การเมือง ขายฝันว่าเราจะปฏิรูปประเทศ
แต่เมื่อเห็นคณะกรรมการปฏิรูป 11 คณะ
ที่เป็นแค่การเทเหล้าเก่าคุณภาพต่ำกินแล้วปวดหัวไปใส่ขวดใหม่เท่านั้น
ก็หมดหวัง
เช่นเดียวกับฟุตบอล
เราถูกทำให้ฝันว่าจะไปบอลโลก และทีมฟุตบอลซีเกมส์อายุ 23 ปีนี่คือ “หน่อ” แห่งฝันนั้น
เห็นผลงานแล้ว เฉพาะในอาเซียนจะเอาตัวรอดหรือเปล่าก็ยังไม่รู้
ที่น่าปวดหัวใจยิ่งไปกว่านั้น แทนที่จะยอมรับความจริง
เรากลับได้รับคำอธิบายอีกชุดหนึ่ง
เช่น ทีมของเราไม่คุ้นเคยกับสภาพสนามที่ใช้หญ้าใบใหญ่ เลยเล่นไม่ออก
ทั้งโค้ช ทั้งคนพากษ์ทีวี เจื้อยแจ้วในประเด็นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนเผลอนึกไปว่า มาเลเซียอยู่เทือกเขาอัลไต เราจึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย
ทั้งที่ชายแดนอยู่ติดกันนี่เอง อยากรู้ว่า สภาพสนามสภาพอากาศมาเลเซียเป็นอย่างไร ไปเก็บตัวภาคใต้ไม่กี่วันก็รู้แล้ว
แต่สายตา และวิชั่นของเรา สั้นจริงๆ จึงมองไม่เห็น
ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกีฬา ยังรวมถึงการเมืองด้วย
ที่เรามองอะไรได้ไม่ไกลไปกว่า ฝากะลาครอบ
แถมยังก่อกำแพงล้อมรอบตัวเองเอาไว้อีกชั้น
ทั้งด้วยความไม่รู้ และความกลัว
ไม่รู้ก็เช่นนับแต่การรัฐประหาร สิ่งหนึ่งที่เราถูกครอบอยู่ตลอดเวลา นั่นก็คือความรู้สึกชาตินิยม ไทยนั้นเยี่ยมที่สุด
เราจะต้องเป็นเจ้าซีเกมส์ ซึ่งถ้าได้ก็คงวางกล้ามต่อไป
แต่ถ้าไม่ได้ “แพะ” ตัวหนึ่งที่จะรับบาปไปก็คือ มาเลเซีย ที่ทั้งขี้โกง เอาเปรียบ
ซึ่งก็อาจจริงอยู่บางส่วน
แต่ที่เขาจะโกงหรือเอาเปรียบได้ ก็ต้องมีดีระดับหนึ่ง ไม่ใช่จู่ๆ จะมาแย่งเหรียญจากคอคนอื่นได้ง่ายๆ
ซึ่งเราทำใจได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ที่จะบอกว่า ไม่ใช่แค่กีฬา
แต่การพัฒนาด้านอื่นๆ มาเลเซีย แซงไทยไปหลายด้านแล้ว
มาเลเซีย ประกาศจะเป็นชาติพัฒนาแล้วเหมือนสิงคโปร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
แต่ไทยยังมาเถียงกันอยู่ว่าจะมีเลือกตั้งหรือไม่มี
ด้านหนึ่งชูธงปรองดอง แต่อีกด้านหนึ่งก็เข่นฆ่า ทำลายฝ่ายตรงข้ามตนเองแบบไม่ให้มีที่ยืน
ถึงตรงนี้ ย้อนกลับไปยังเรื่อง การก่อกำแพงล้อมตนเอง ซึ่งด้านหนึ่งมาจากความไม่รู้
แต่อีกด้าน คือความกลัว
กลัวอย่างเกินเหตุ–อย่างกรณี วันที่ 25 สิงหาคม ที่จะมีอ่านคำพิพากษาคดีจำนำข้าว
ด้านหนึ่งก็บอกว่าไม่ห้ามคนที่จะมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
แต่อีกด้านก็ “ขาสั่น” ส่งกำลังคนเข้าไป “กด” คนในพื้นที่เป้าหมาย ไม่ให้โงหัว
ใครหือใครอือ ก็เจอทั้งการเล่นงานด้วยกฎหมาย ทั้งการข่มขู่ต่างๆ นานา
เราจึงได้ยิน คำอธิบายแปลกๆ เช่น การฝึกทหารในหมู่บ้านที่ จ.ลำพูน ด้วยเหตุผลว่าเตรียมความพร้อมก่อนลงไปปฏิบัติหน้าที่ทางใต้
แต่ก็ช่างบังเอิญ ต้องมาฝึกช่วงวันที่ 13-25 สิงหาคมเสียด้วย
คำอธิบายแบบนี้ไม่ต่างกับเรื่อง “หญ้าใบใหญ่” ของทีมฟุตบอลซีเกมส์
แต่นี่อาจหนักกว่า นั่นคืออาจเผลอว่าชาวบ้านกินหญ้า
เลยนึกว่า ชาวบ้านเขาจะเชื่อตามคำอธิบาย “แม่ทัพ”
นี่ก็เริ่มมีเสียงแซวๆ ว่าเพราะ “กลัว” จะมีคนมามากวันที่ 25 สิงหาคมเลย “กด” หัวแหลก
เกิดไม่มีคนมาจริงๆ
อาจถูก ความกลัว อีกแบบ หลอน
“เอ๊ะ มันหายไปไหนกันหมดวะ” -ฮา
…………..
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

