ช่วงนี้ชาติตะวันตกถกเถียงกันหนักเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือเสรีภาพในการพูด หลังจากเกิดเหตุความรุนแรงในเมืองชาร์ล็อตสวิลล์ รัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐอเมริกา ที่กลุ่มคนสองกลุ่มที่คิดเห็นต่างกัน ชุมนุมแสดงจุดยืนของตนเอง แต่สมาชิกฝ่ายขวาคนหนึ่งจัดทนไม่ได้ วิ่งไปขับรถมาไล่ชนอีกฝ่ายจนมีเหยื่อสาวเสียชีวิตไป 1 ราย
ยิ่งเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา กล่าวสรุปในมุมมองของท่านว่า ก็ผิดพอกันทั้งสองฝ่าย เพราะฝ่ายซ้ายเองก็ไปยั่วฝ่ายขวาที่พร้อมจะใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว เหตุการณ์จึงเลยเถิด
วาทะนี้ยิ่งทำให้กลุ่มเสรีนิยม รวมทั้งกลุ่มขวากลาง ไม่พอใจมาก บางคนถึงกับมองว่าท่านผู้นำเหมารวมแบบนี้ กำลังให้ท้ายกลุ่มขวาจัด ซึ่งเป็นฐานเสียงของตนเอง
คนไทยบางส่วนอาจรู้สึกว่าเราเองก็ผ่านประสบการณ์คล้ายๆ กันนี้มาแล้ว เมื่อถูกสรุปว่าไม่ว่าเป็นสีไหนฝ่ายไหนที่ออกมาชุมนุมประท้วงก็ผิดพอๆ กัน
ความคับข้องใจใหญ่น่าจะมาจากเหตุการณ์เมื่อปี 2553 ที่เริ่มต้นจากการเรียกร้องให้ยุบสภาและมีการเลือกตั้ง ลงเอยให้มีคนตายรวมกันถึง 99 ศพ
เหตุการณ์นี้ยังอยู่ในช่วงประมวลผลว่า สมควรเป็นบทเรียนทางประวัติศาสตร์หรือไม่ว่าต่อให้คนเราขัดแย้งกันขนาดไหนก็ไม่ควรถึงขั้นใช้ความรุนแรงเอาชีวิตกันอย่างไม่มีเหตุผล
หากจะยึดตามความคิดว่า “ผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์” มาในยุคนี้คงจะไม่ใช่แล้ว
เพราะตอนนี้โลกมีเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่กว้างใหญ่ไพศาล การปิดกั้นความคิดเห็นหรือใครจะเขียนประวัติศาสตร์ฝ่ายเดียวเป็นไปได้ยากแล้ว
แม้จะมีกลไกการควบคุมและเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวด แต่ในสภาพความเป็นจริงก็ทำไม่ได้ทั้งหมด
การหาจุดสมดุลในการเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ความขัดแย้งและการแสดงความคิดเห็นจึงน่าจะเป็นประเด็นที่สังคมโลกคงจะถกเถียงต่อไปอีกนาน ไม่เฉพาะกับฝ่ายขวาจัด หรือนีโอนาซี ที่เกิดคำถามว่าควรได้สิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกอย่างเปิดเผยด้วยหรือไม่
หลังจากมีกรณีที่เยอรมนี เจ้าหน้าที่จับกุมนักท่องเที่ยวจีน 2 คน ที่ไปยืนทำท่าสดุดีฮิตเลอร์ที่หน้าอาคารรัฐสภา เพราะผิดกฎหมายของเยอรมนี
ขณะเดียวกันฝ่ายซ้ายจัดเองก็ถูกติติงว่า ไม่ควรออกอาการแบบเดียวกับขวาจัด
นอม ชอมสกี ศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์แห่งเอ็มไอทีที่เพิ่งส่งข้อความให้กำลังใจเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตจุฬาฯ ต่อสู้เพื่อสิทธิขั้นพื้นฐาน ให้สัมภาษณ์วอชิงตันเอ็กแซมไมเนอร์ เตือนสติไปถึงกลุ่มแอนติฟา กองกำลังการเมืองฝ่ายซ้ายที่ต่อต้านเผด็จการ ต่อต้านการเหยียดผิว ว่ากำลังเคลื่อนไหวในแบบที่โหมไฟที่ตนเองต้องการดับ
เพราะเมื่อใดที่การเคลื่อนไหวนั้นมองข้ามการพูดคุยกันอย่างสันติ การเคลื่อนไหวแบบนั้นคือการทำลายตัวเอง และยังเป็นเหมือนของขวัญชิ้นใหญ่ของฝ่ายขวาที่ติดอาวุธด้วย
คำเตือนนี้ถ้าพูดในสำนวนเอเชีย น่าจะคล้ายๆ วาทะของโลซกแห่งง่อก๊กว่า “หากคนเราถูกความแค้นบังตาจนขาดสติ มันจะหันมาทำร้ายเราเอง”
……………….
ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

