หน้าแรก คอลัมนิสต์ คำพิพากษา โดย...

คำพิพากษา โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

25.08.17 | 15:00 น.

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาในคดีสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองระดับสูง ระดับอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรองนายกฯ อดีตรัฐมนตรี อย่างต่อเนื่องในเดือนสิงหาคมนี้ ตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงปลายเดือน

ล้วนอยู่ในความสนใจรอฟังอย่างจดจ่อของประชาชนทั้งประเทศ

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อ่านคำพิพากษาในคดีสลายม็อบ 7 ตุลาคม 2551

เป็นคดีที่มีจำเลยระดับสะท้านเมือง ได้แก่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ผู้นำสำคัญของพรรคเพื่อไทย รวมทั้ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว โดยมีคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นโจทก์

ลงเอยศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสี่

Advertisement

ตอนนี้มีกลุ่มมวลชนที่เป็นคู่กรณี เรียกร้องให้ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ ทำให้ ป.ป.ช.ต้องคิดหนักคิดหลายด้าน เพราะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องครั้งแรกเลย

แถมบทบาทในอดีตของ ป.ป.ช.บางชุด ก็ทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการขัดแย้ง จนมีเสียงเรียกร้องว่า ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันอย่าได้ซ้ำรอยเดิม ไม่ควรไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องวุ่นวายอันไม่รู้จบ

ขณะเดียวกัน หากศึกษาสาระของคำพิพากษายกฟ้องจำเลยในคดีสลายม็อบ 7 ตุลาคม 2551 จะพบว่า น่าสนใจอย่างมาก ทั้งมีผลในทางที่เป็นคุณต่อนโยบายการสลายการชุมนุมของประชาชนในสังคมไทย

เพราะในอนาคตข้างหน้า ประชาชนก็คงต้องออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องในปัญหาต่างๆ แล้วถ้าหากเป็นการชุมนุมระดับใหญ่ ก็น่าหวั่นว่า จะมีการใช้นโยบายกระสุนจริง เหมือนที่เพิ่งเกิดเมื่อปี 2553 จนตายไป 99 ศพอีกหรือไม่

แต่เมื่อมีคำพิพากษาในคดี 7 ตุลาคม 2551 เท่ากับมีผลให้นโยบายการใช้ตำรวจปราบจลาจล กระสุนยาง แก๊สน้ำตา จะยังเป็นหลักปฏิบัติต่อไป ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลดีต่อประชาชนที่จะเคลื่อนไหวประท้วงแน่ๆ เพราะเป็นตามหลักที่ทั่วโลกใช้ และถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีผลให้เกิดอันตราย

อย่างเช่น การรับมือมวลชนที่มาร่วมให้กำลังใจอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในวันพิพากษาคดีจำนำข้าว ก็ใช้กองร้อยควบคุมฝูงชนล้วนๆ ไม่มีหน่วยรบ

ประเด็นที่สนใจศึกษากันมากในคำพิพากษาคดี 7 ตุลาฯ อีกประการก็คือ

ศาลได้ชี้ถึงปัญหาการใช้แก๊สน้ำตาในการสลายม็อบซึ่งเป็นประเด็นต่อสู้กันว่า เป็นนโยบายสั่งการที่ทำให้ผู้ชุมนุมได้รับอันตรายแก่กายและถึงแก่ชีวิต

คำพิพากษาระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของแผนรักษาความสงบแล้ว และจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตา ซึ่งพยานโจทก์และพยานจำเลยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแก๊สน้ำตาก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับผลจากการใช้แก๊สน้ำตา และแม้จะมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ในสถานการณ์นั้นเป็นการยากสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะทราบได้

ขณะที่จำเลยก็ไม่อาจคาดเห็นได้ว่าจะก่อให้เกิดอันตรายเกิดความเสียหาย

ข้อเท็จจริงจึงไม่พบว่า จำเลยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำร้ายผู้ชุมนุมให้ได้รับอันตราย จึงไม่มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย

นั่นคือคำพิพากษาคดี 7 ตุลาคม 51

ที่มีประเด็นน่าขบคิดคือ จากนโยบายและการสั่งการของผู้นำรัฐบาลกับผลการปฏิบัติที่เกิดความเสียหาย

แต่ศาลเห็นว่ามิได้มีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดขึ้น จึงเป็นจุดสำคัญของผลคดี

………………..

สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน