บัดนี้มีข่าวสะพัดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางออกไปต่างประเทศแล้ว
ออกไปก่อนวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา
ออกไปก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดหมาย
ออกไปก่อนจะมีการอ่านคำพิพากษาในคดีที่ถูกกล่าวหา
ข้อหากระทำผิดต่อหน้าที่ที่ไปผลักดันนโยบายจำนำข้าวจนประเทศเกิดความเสียหาย
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ศาลนัด น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้มอบให้ทนายความขอเลื่อน
อ้างว่าป่วยเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
แต่ศาลไม่เชื่อจึงออกหมายจับ และนัดฟังคำพิพากษาอีกครั้งวันที่ 27 กันยายน
ดังนั้น วันที่ 27 กันยายน จึงยังมีความสำคัญ
ทั้งนี้เพราะวันที่ 27 กันยายน หากศาลอ่านคำพิพากษา เราจะรู้ว่าเนื้อความในคำพิพากษาเป็นเช่นไร
ยกฟ้อง หรือลงโทษ!
ผลของคำพิพากษาจะผูกโยงกับรัฐบาลหน้า
ประการแรก ผูกโยงกับการหาเสียงของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า
โดยเฉพาะนโยบายการจำนำข้าว ประกันราคาข้าว และการช่วยเหลือชาวนาชาวสวนด้วยวิธีการต่างๆ
คำพิพากษาจะชี้ให้เห็นว่า นโยบายสาธารณะนั้นทำได้มากน้อยเพียงใด
พรรคการเมือง รวมทั้งรัฐบาลจะต้องดำเนินการอย่างไร
ประการที่สอง คือ ความรับผิดชอบต่อผลเสียหายที่เกิดขึ้น อันเนื่องมาจากการดำเนินนโยบาย
คำพิพากษาที่เกิดขึ้น จะทำให้มองเห็นอนาคต
เห็นความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี ความรับผิดชอบของรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่เป็นประธานคณะกรรมการชุดต่างๆ
ประการสุดท้าย อาจจะเป็นเทคนิคทางกฎหมาย แต่เป็นเรื่องน่าศึกษา
นั่นคือเรื่อง “เจตนาพิเศษ” ที่มีการกล่าวถึงตั้งแต่คำพิพากษาในคดีสลายการชุมนุมของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
น่าสนใจติดตามว่า คำว่า “เจตนาพิเศษ” จะมีส่วนต่อคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ บ้างหรือไม่
ถ้าไม่มีก็คือไม่มี แต่ถ้ามี จะมีเช่นไร
ทั้งนี้ แม้คดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเป็นคดีที่เกี่ยวกับการบริหารงานของรัฐบาล
ฟังๆ แล้วคล้ายกับคดีสลายการชุมนุม
หากแต่คดีสลายการชุมนุม เป็นคดีที่เกิดขึ้นหลังมีเหตุการณ์ไม่สงบปะทุ
ส่วนคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เกี่ยวเนื่องกับรัฐบาลตั้งแต่เริ่มแรก
นับตั้งแต่หาเสียง การนำเอานโยบายหาเสียงมาจัดทำนโยบายรัฐบาล
การบริหารนโยบายรัฐบาล และความรับผิดชอบผลที่เกิดจากการบริหารนโยบาย
นี่คือความสำคัญของเนื้อความในคำพิพากษา ซึ่งศาลฎีกาฯ นัดอ่านในวันที่ 27 กันยายน
เป็นเนื้อความที่มีความสำคัญต่อรัฐบาลสมัยหน้า
สำคัญต่อพรรคการเมืองที่ต้องกำหนดนโยบายหาเสียง
สำคัญต่อบุคคลที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี
วันที่ 27 กันยายน จึงมิได้สำคัญแต่เฉพาะ น.ส.ยิ่งลักษณ์
หากแต่ยังมีผลต่อรัฐบาลในอนาคต
โดยเฉพาะผู้ที่จะขึ้นมากุมบังเหียนและทำหน้าที่นำประเทศมุ่งหน้าต่อไป
………………..
นฤตย์ เสกธีระ [email protected]

