
การเมืองเพื่อต่อรองเฉลี่ยอำนาจของกลุ่มอำนาจต่างๆ ในไทย มีนานมากแล้วไม่น้อยกว่า 5,000 ปี ยุคแรกเริ่มของชุมชนหมู่บ้าน
สมมุติว่ามี 2 ชุมชนอยู่พื้นที่ไม่ไกลกัน ถ้าชุมชน ก ไม่ยึดอำนาจชุมชน ข เสียก่อน วันหนึ่งข้างหน้าชุมชน ข ก็ยึดอำนาจชุมชน ก จนได้
อำนาจการเมืองในกรุงศรีอยุธยาที่พบชัดๆ มีอย่างน้อย 2 ขั้วใหญ่ ต่างช่วงชิงการนำความเป็นใหญ่ตั้งแต่ยุคก่อนมีกรุงศรีอยุธยา
ขั้วไหนชนะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินครองอยุธยา ขั้วที่ไม่ชนะถูกตัดหัว หรือไม่ก็ต้องหนีกลับไปซ่องสุมขุมกำลังอยู่ถิ่นของตน รอเมื่อได้โอกาสฉวยจังหวะช่วงชิงต่อไป
กลุ่มสยาม-กลุ่มละโว้
รัฐอยุธยามีกำเนิดและเติบโตขึ้นจากกลุ่มอำนาจสำคัญมากอย่างน้อย 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสยามกับกลุ่มละโว้
กลุ่มสยาม พูดสำเนียงลาว มีศูนย์กลางอยู่เมืองสุพรรณบุรี และมีแหล่งซ่องสุมผู้คนอยู่ฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีวัดไชยวัฒนาราม, วัดพุทไธศวรรย์ ฯลฯ
กลุ่มละโว้ พูดภาษาเขมร มีศูนย์กลางอยู่เมืองลพบุรี และมีแหล่งซ่องสุมผู้คนอยู่ฟากตะวันออกแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีวัดพนัญเชิง, วัดใหญ่ไชยมงคล ฯลฯ
เกมชิงอำนาจ
หลัง พ.ศ.1900 กลุ่มละโว้ ช่วงชิงการนำได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินอยุธยา มีพระนามว่า พระรามราชา
ส่วนกลุ่มสยามรวมตัวกันเพื่อรอโอกาสอยู่ฟากตะวันตกของอยุธยา บริเวณที่เรียกกันภายหลังว่า “ปทาคูจาม” (หมายถึงฟากฝั่งพวกจาม)
ขณะนั้น เจ้านครอินทร์ เป็นพระเจ้าแผ่นดินกลุ่มของสยาม (รัฐสุพรรณภูมิ) ที่เมืองสุพรรณบุรี
[เจ้านครอินทร์องค์นี้ (คือลูกหลานของขุนหลวงพะงั่ว) เป็นพระร่วงตัวจริงที่ไปอยู่กับจักรพรรดิจีนที่ปักกิ่ง แล้วได้ช่างจีนทำเครื่องสังคโลก]
ต่อมากลุ่มสยามยึดอำนาจคุมพระรามราชา (ของกลุ่มละโว้) ไปกักกันไว้ที่ขุมกำลังกลุ่มสยามที่ปทาคูจาม แล้วเชิญเจ้านครอินทร์ (จากเมืองสุพรรณ) ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาในพระนาม พระนครินทราธิราช
นับแต่นั้นกลุ่มละโว้ก็หลุดจากวงจรอำนาจครอบครองอยุธยา
เป็นเหตุให้ต่อมาท้าวศรีสุดาจันทร์ (ทายาทกลุ่มละโว้) พยายามช่วงชิงอำนาจคืน โดยสมคบกับขุนวรวงศาธิราช
แต่ได้อำนาจคืนไม่นานก็ถูกช่วงชิงไปโดยกลุ่มสยามอีกครั้งหนึ่ง จนเสียกรุงให้บุเรงนองจากหงสาวดี เมื่อ พ.ศ.2112 แล้วตั้งต้นกันใหม่เพื่อช่วงชิงอำนาจกันอีก จนสียกรุงอีกให้อังวะ เมื่อ พ.ศ. 2310
