หน้าแรก คอลัมนิสต์ อาวุธร้าย โดย...

อาวุธร้าย โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

30.08.17 | 15:30 น.
แฟ้มภาพ

“ถ้าไม่ผิดแล้วหนีทำไม” ซึ่งใช้พูดถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เหมือนเป็นประโยคคำถาม แต่ไม่ใช่ ต่อให้ใส่เครื่องหมายเควสชั่นมาร์ก ก็ไม่ใช่อยู่ดี

“ถ้าไม่กลัวแพ้ ทำไมไม่ลงเลือกตั้ง” หรือ “ถ้าปฏิเสธความรุนแรงแล้วใช้กระสุนจริงทำไม” ก็เป็นประโยคที่ไม่ใช่ประโยคคำถามเหมือนกัน

การถกเถียงทางการเมืองมักมีประโยคที่ดึงดูดความสนใจเสมอ ถ้อยคำต่างๆ ที่ใช้จึงมักไม่ธรรมดา หลายๆ ครั้งมีคำเย้ยหยัน ยั่วยุ ชิงไหวชิงพริบ หักเหลี่ยมเฉือนคม อยู่เสมอ

แต่ที่นักการเมือง นักการทหาร นักการทูตและประชาชนทั่วไป ควรต้องระวังเหมือนๆ กันคือการใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง หรือเฮตสปีช

เพราะความเกลียดนั้นมีอิทธิพลรุนแรงมากในทางการเมือง อย่างที่เคยเห็นไม่ว่าในต่างประเทศหรือในไทย

Advertisement

ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 มีคนยิวถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาแล้วจากการปลุกระดมความเกลียดชังของนาซี

ส่วนในไทยก็เคยมีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 ที่ติดอันดับการสังหารโหดด้วยความเกลียดชังคอมมิวนิสต์มาแล้ว

สถานการณ์ล่าสุดในชาติเพื่อนบ้านของเราที่กำลังสร้างความวิตกให้ประชาคมโลก คือการปะทะกันของกองกำลังติดอาวุธโรฮีนจากับกองกำลังทหารของรัฐบาลพม่าในรัฐยะไข่ปลายสัปดาห์ก่อน ทำให้ชาวบ้านที่มีทั้งชาวโรฮีนจา ชาวฮินดู หรือชาติพันธุ์อื่นๆ อพยพหนีภัยกันอย่างน่าสงสาร

ไม่เฉพาะว่าขณะนี้เป็นฤดูฝนที่ทำให้การเดินทางทุลักทุเล แต่เพราะการอพยพนี้ผู้หลบหนีไม่มีที่จะไป เดินหน้าก็ไม่ได้ เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่บังกลาเทศไล่กลับ จะถอยหลังก็ไม่ได้ เพราะมีการสู้รบและใช้กำลังทหารเข้าตรวจค้นอยู่ในพื้นที่

ที่น่าวิตกมากขึ้นไปอีก คือถ้อยแถลงสถานการณ์นี้ในสื่อสังคมออนไลน์ของสำนักงานที่ปรึกษาแห่งรัฐของ นางออง ซาน ซูจี ซึ่งเข้าใจว่าพยายามต่อสู้ด้านข้อมูลข่าวสารกับฝ่ายโรฮีนจาและกลุ่มสิทธิมนุษยชน จึงมีลักษณะแข็งกร้าวและกล่าวหากองกำลังโรฮีนจาอย่างดุดัน

เสี่ยงต่อการเหมารวมให้ภาพของชาวโรฮีนจากลายเป็นผู้ก่อการร้ายไปหมด และอาจทำให้บรรยากาศความหวาดกลัวและเกลียดชังเพิ่มขึ้น

ก่อนหน้าเหตุการสู้รบระลอกใหม่นี้ นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อแก้ไขความแตกแยกทางเชื้อชาติและศาสนาในรัฐยะไข่ เพิ่งเตือนให้รัฐบาลพม่าเร่งแก้วิกฤต ผ่อนคลายการคุมเข้ม อย่าผลักดันให้ชาวโรฮีนจาถูกกดขี่จนผันไปสู่การตั้งกลุ่มสุดโต่ง

และยิ่งเมื่อใดก็ตามที่พลเรือนถูกผลักเข้าไปเหมารวมกับกลุ่มผู้ถืออาวุธ โศกนาฏกรรมมักหลีกเลี่ยงได้ยาก

ตัวอย่างของไทยมีให้เห็นแล้วในเหตุการณ์ยิงพลเรือนในวัดปทุมวนารามฯ เมื่อเดือนพฤษภาฯ 2553 เหยื่อทั้ง 6 ราย ไม่มีอาวุธในมือและเสียชีวิตด้วยกระสุนความเร็วสูง

เป็นโศกนาฏกรรมที่ต้องหาคำตอบว่าการยิงในครั้งนั้นมาจากการปลุกระดมความเกลียดชังหรือไม่

เพื่อจะเป็นบทเรียนว่าการสร้างความเกลียดชังนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะมันเป็นอาวุธทำลายสติและปัญญาที่จะเคารพความเป็นมนุษย์ต่อกันอย่างน่าสะพรึงกลัวที่สุด

………………

ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์