หน้าแรก คอลัมนิสต์ ปฏิรูปสุขภาพ…...

ปฏิรูปสุขภาพ… เรื่องของทุกคน : โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

3.09.17 | 13:15 น.

คลินิกหมอครอบครัวและทีมหมอครอบครัว ก้าวไปอีกขั้นในการดูแลสุขภาพประชาชน ของกระทรวงสาธารณสุข
“คลินิกหมอครอบครัว” เป็นรูปแบบที่กระทรวงสาธารณสุขนำมาจากประเทศแถบยุโรปที่มีระบบบริการปฐมภูมิที่เข้มแข็ง เช่น อังกฤษ สวีเดน เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ รวมทั้งเอเชียบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน ที่มีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัวดูแลพี่น้องประชาชนทุกคน แล้วนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย โดยสร้าง “ทีมหมอครอบครัว” ที่ประกอบด้วยหมออนามัย พยาบาลวิชาชีพ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด สหวิชาชีพต่างๆ และแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ร่วมดูแลพี่น้องประชาชน

แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว (Family Doctor) คือแพทย์ที่จบการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต 6 ปี ทำงานเพิ่มพูนทักษะ แล้วมาเรียนต่ออีก 3 ปี เช่นเดียวกับแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นๆ จะมีความเชี่ยวชาญในการดูแลรักษาแบบองค์รวม ทั้งร่างกายจิตใจ ทำงานทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ใกล้ชิดประชาชน มีพื้นที่รับผิดชอบดูแลประชาชนอย่างชัดเจน (Catchment Area) และยังทำงานโดยยึดหลัก “บริการทุกคน บริการทุกอย่าง บริการทุกที่ บริการทุกเวลาด้วยเทคโนโลยี”

บริการทุกคน คือ ดูแลตั้งแต่ตั้งครรภ์ วัยทารก วัยเด็กนักเรียน วัยทำงาน จนถึงวัยสูงอายุ บริการทุกอย่าง คือ ส่งเสริมสุขภาพ ควบคุมป้องกันโรค รักษาพยาบาลฟื้นฟูสุขภาพ และคุ้มครองผู้บริโภค บริการทุกที่ คือ ทำงานในที่ตั้งคลินิกหมอครอบครัว ทำงานเชิงรุกให้บริการที่บ้าน และในชุมชน บริการทุกเวลาด้วยเทคโนโลยี คือให้คำปรึกษา ประชาชนสามารถสอบถามปัญหาเรื่องป้องกันรักษาและยามเจ็บไข้ได้ป่วย ด้วยการปรึกษาทางสื่อออนไลน์ เช่น LINE Facebook แล้วมีทีมหมอครอบครัวเข้าให้คำปรึกษา เป็นต้น ไม่เพียงเท่านั้นองค์การอนามัยโลกยังได้อธิบายถึงความแตกต่างของการดูแลโดยแพทย์ในแผนกผู้ป่วยนอกกับคลินิกหมอครอบครัว ดังนี้

ปี 2559 กระทรวงสาธารณสุขได้ทดลองนำร่องไปแล้วจำนวน 48 ทีม ในเขตเมือง ใน 16 จังหวัด ทั่วทุกภาคของประเทศ ในปี 2560 จะเปิดดำเนินการในเขตเมืองโดยโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปทุกแห่งทั่วประเทศ และในเขตชนบทจังหวัดละ 1 แห่ง ทั้ง 76 จังหวัด รวมเป็น 472 ทีม ทุกจังหวัดทั่วประเทศในปี 2564 ตั้งเป้าหมายให้ได้ครึ่งประเทศ หรือจำนวน 3,250 ทีม และในปี 2569 จำนวน 6,500 ทีม ครอบคลุมทั่วประเทศ

ประชาชนจะได้อะไร สิ่งที่ประชาชนจะได้รับจากคลินิกหมอครอบครัว คือ ประชาชนจะมีหมอประจำตัวเสมือนญาติคนหนึ่ง มีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัวและทีมสหวิชาชีพดูแลสุขภาพทั้งครอบครัวแบบองค์รวม ต่อเนื่อง เชิงรุก ครอบคลุมทั้งงานส่งเสริมสุขภาพ ควบคุม ป้องกันโรค ฟื้นฟูสุขภาพและคุ้มครองผู้บริโภค มีหน่วยบริการใกล้บ้าน สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องไปแออัดรอพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

Advertisement

และที่สำคัญพี่น้องประชาชนคือหุ้นส่วน (Partner) กับทีมหมอครอบครัวที่ต้องร่วมดูแลสุขภาพของตนเองและชุมชน

คลินิกหมอครอบครัวเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการปฏิรูประบบสาธารณสุขของประเทศ และเป็นการส่งแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัวลงปฏิบัติงานในระดับตำบลเพื่อดูแลคนไทยทุกคนเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ครอบคลุมคนไทยทั่วทั้งประเทศภายใน 10 ปี และหากสามารถทำได้สำเร็จ จะเป็นการพลิกโฉมหน้าระบบสาธารณสุขของประเทศไทยอีกครั้ง สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2559 ที่เพิ่งผ่านประชามติต้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา

ถือเป็นการพลิกกลับสามเหลี่ยมการให้บริการของระบบสาธารณสุขไทยที่ปัจจุบันตั้งบนยอดสามเหลี่ยม ให้กลับมาวางบนฐานของสามเหลี่ยมด้านกว้างเพื่อความมั่นคงแข็งแรงของระบบสาธารณสุขไทยไม่เพียงจะส่งต่อการลดความเหลื่อมล้ำ ลดความแออัด เพิ่มคุณภาพการบริการ และที่สำคัญยังส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุข ลดภาระค่าใช้จ่ายของประเทศในระยะยาวอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม คลินิกหมอครอบครัวและทีมหมอครอบครัวจะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากบุคลากรสาธารณสุขทุกระดับ องค์กรภาคีทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะต้องร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันนโยบายและขับเคลื่อนด้วยความ

วิริยอุตสาหะ ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงต่อไป..

ในความเป็นจริงถ้ามองที่ประชาชนในชุมชน หรือในเมือง โดยส่วนรวมแล้วแยกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1.กลุ่มประชาชนที่เจ็บป่วยหรือพิการแล้ว (สีแดง, สีดำ, สีส้ม) ที่จำเป็นต้องรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ซึ่งภาครัฐ ทุกรัฐบาล มีนโยบายจัดให้มีการดูแลเช่น สร้างสถานีอนามัย (รพ.สต.) โรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาลจังหวัด มีแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ ทางการแพทย์ เพื่อการบริการรักษาให้หายป่วยโดยไว หรือดียิ่งขึ้น 2.ประชาชนกลุ่มใหญ่ที่มีสุขภาพดี หรือรู้สึกเหมือนดี ซึ่งแยกออกไป 3 พวก คือ : 2.1 ผู้ที่อาจมีโรคอยู่แล้วบ้าง (สีเหลือง) แต่ยังไม่แสดงอาการหรือยังไม่หนัก ตัวเองยังไม่รู้สึกว่าเขาเป็นโรค เช่น โรคมะเร็งระยะแรกๆ เช่น โรคมะเร็งตับระยะแรก โรคมะเร็งปอดระยะแรก โรคมะเร็งปากมดลูกระยะแรกๆ 2.2 ผู้ที่ไม่รู้สึกว่าเขาเป็นโรคหรือมีโรคติดตัวอยู่ (สีเขียวอ่อน=กลุ่มเสี่ยง, สีเขียวเข้ม=เป็นโรคแต่โรคสงบ) เพราะเขายังไปไหนมาไหนได้ ไม่ล้มหมอนนอนเสื่อ หรือประเภท ไม่ยอมรับความจริง กลบเกลื่อน ปิดบัง ไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าป่วย กลุ่มนี้มีมากๆ ที่เป็นปัญหาสำคัญประการที่หนึ่งของการส่งเสริมสุขภาพประชาชนให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น ด้วยการที่ต้องค้นหาความจริงให้ปรากฏ แล้วเฝ้าระวัง หากเกิดโรคแสดงจริง อาจจะสายเกินแก้ไปได้ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง 2.3 ผู้ที่มีสุขภาพ ร่างกาย จิตใจสมบูรณ์จริงๆ (สีขาว) เพราะเขาดูแลสุขภาพมาตั้งแต่เด็กๆ วัยเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน จนถึงผู้สูงวัย ด้วยหมั่นตรวจเช็กสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารครบถ้วน มีอารมณ์ดี ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า สุขภาพไม่อ้วนเกินไป

สำหรับประชาชนกลุ่มแรก คือ “กลุ่มป่วยแล้ว” รัฐบาลมีหลักประกันว่า เขาเหล่านั้นได้รับการรักษาพยาบาลและฟื้นฟูสภาพให้ดีที่สุด มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากที่สุด ให้หายป่วยหายไข้ ช่วยตนเองและครอบครัวได้ ไม่เป็นภาระแก่ใครทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม สำหรับกลุ่มที่ 2 : เป็นภาระแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ต้องมีมาตรการเพื่อช่วยไม่ให้เขาเจ็บป่วย ล้มหมอนนอนเสื่อ จนต้องเข้ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาล กลุ่มนี้มีมากตั้งแต่กลุ่มที่ 2.1, 2.2 และ 2.3 จุดมุ่งหมายคือ เตรียมการดำเนินการป้องกัน ไม่ให้สุขภาพของประชาชนต้องเสื่อมโทรม เลวร้ายลงไปกว่าเดิมที่เป็นอยู่ โดยไม่จำเป็นหรือมีเหตุผล เพื่อให้เขาแข็งแรง ส่วน 2.3 ที่มีสุขภาพดีอยู่แล้ว ก็ให้เขามีสุขภาพดีอยู่เสมอ มีศักยภาพเข้าไปมีส่วนร่วมของสังคม ประกอบอาชีพ สร้างรายได้ตนเอง ให้ครอบครัว (GNP) ประเทศชาติ (GDP) เจริญรุ่งเรือง เป็นความจริงว่าทุกคนจะต้องแก่ลง แต่ให้แก่นั้นเป็นเพียงตัวเลขของอายุ

อย่าให้ศักยภาพ หรือความสามารถของร่างกายต้องแก่ตามอายุไปได้ง่ายๆ ให้มีผลกำลังกาย กำลังใจ มีศักยภาพเหมือนเดิมให้มากที่สุด นานที่สุด เท่าที่จะทำได้..

ผู้เขียนเองมีข้อเสนอแนะบางประการ ทางด้านยุทธศาสตร์ในการพัฒนา
สุขภาพของคนไทย อ่านแล้วง่ายต่อการปฏิบัติ ผู้เขียนเอง คิดว่ามีประโยชน์กับผู้บริการ ผู้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง น่าจะมีประโยชน์ในการปฏิรูปด้านทางการแพทย์และสาธารณสุขบ้างไม่มากก็น้อย มี 2 ข้อหลักๆ คือ

1.ยุทธศาสตร์เชิงรับ : เป็นการสร้างระบบสุขภาพเพื่อการดูแลผู้เจ็บไข้ได้ป่วย เป็นเรื่องความเป็นความตายของประชาชน เป็นเรื่องราวโดยทั่วไป รัฐบาลของประเทศทั่วโลก แม้แต่ประเทศไทยเรามีมาตั้งแต่แผนพัฒนาประเทศ ฉบับที่ 1 มีการสร้างสถานีอนามัย รพช. รพท. รพศ. รวมถึงโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย กองทัพ ภาคเอกชน ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งประเทศไทยเราโชคดี มีระบบบริการทางการ “แพทย์” ที่สมบูรณ์และทันสมัยที่สุด มีศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัย ที่ผลิตแพทย์และให้บริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุดอยู่ทั่วประเทศ ที่เป็นฐานสำคัญสำหรับบริการทางด้าน “การแพทย์” ถึงกระนั้นก็ตาม บริการทางการแพทย์เพื่อการ “รักษาพยาบาล” และการฟื้นฟูสมรรถภาพเท่าที่มีอยู่ ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน อีกส่วนหนึ่งประชาชนของประเทศเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ เรื่อยๆ การเคลื่อนย้ายประชากร มีคนเจ็บป่วย และเป็นโรคมากขึ้น และบริการที่มีอยู่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของประชาชนอยู่จำนวนไม่น้อย รวมถึงความผิดพลาดการรักษาพยาบาล เนื่องจากผู้ป่วยมากขึ้นๆ จนทำให้คุณภาพบกพร่องได้ด้วยเหตุสุดวิสัย จนนำไปสู่การฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายกันอยู่เนืองนิจ และมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

2.ในแง่ยุทธศาสตร์เชิงรุก : รัฐบาลจะต้องหาทางดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างแท้จริง ในการยับยั้งหรือหยุดยั้งความเจ็บป่วย หรือการเป็นโรคของประชาชน โดยการดำเนินการ “ส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค” เป็นมาตรการสำคัญ ช่วยดูแลประชาชนไม่ให้เจ็บป่วย หรือเป็นโรคได้ง่ายๆ ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคของประชาชน หาทางงด หรือ ควบคุม ป้องกัน ปัจจัยเรื่องเหล่านั้นให้น้อยลง หรือหมดไปให้ได้ มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคอยู่มากมาย นอกจากโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อจากพฤติกรรมสุขภาพที่เราๆ รู้อยู่ คือ 3อ. 3ลด ซึ่งประชาชนเองขาดความต่อเนื่อง การดูแลเรื่องอาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ ลดเหล้า ลดบุหรี่ ลดอ้วน ยังมีปัญหาเรื่องอื่นๆ เช่น ยาเสพติด โรคอุบัติใหม่ ความไม่ปลอดภัยของอาหาร ภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงอาหาร ยาที่เล่นแร่แปรธาตุเพื่อการค้าหากำไรบนความทุกข์ ที่ยากต่อการป้องกัน ควบคุม และยังเป็นปัญหาใหญ่ของไทยและหลายประเทศ

รัฐบาลในฐานะ “ผู้นำ” มือ 2 มือ ที่ถือยุทธศาสตร์ 2 ด้าน มือขวา(รับ) มือซ้าย (รุก) ต้องให้มีดุลยภาพกันโดยสิ้นเชิง แต่…รัฐบาลเองได้พยายามผลักดันการพัฒนาระบบบริการดูแลสุขภาพของประชาชน เพื่อให้บริการสุขภาพมีเพียงพอกับความต้องการของประชาชนอยู่เสมอ เน้นมือขวาบุกเชิงรุกตลอดเวลา จัดงบประมาณให้แก่ระบบประกันสุขภาพ เพื่อ “จ่ายค่าบริการสาธารณสุข แทนประชาชน” แต่ยังไม่เพียงพอแก่ความต้องการ งบประมาณก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากเป็นในลักษณะนี้ รัฐบาลจะไม่สามารถแบกภาระส่วนนี้ ซึ่งมาจากภาษีของประชาชนได้ในที่สุด จึงเกิดการขัดแย้งมาเป็นระยะๆ

และทำท่าจะบานปลาย ล่มสลาย หากไม่ประคองให้เสมอภาคกัน…นะครัช!!!