หน้าแรก คอลัมนิสต์ ข้อคิดเรื่องอ...

ข้อคิดเรื่องอุททิสมังสะ (1) อุททิสมังสะ คืออะไร? : โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

3.09.17 | 13:15 น.

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของหมอชีวกโกมารภัจจ์
ใกล้เมืองราชคฤห์ ครั้งนั้น หมอชีวกโกมารภัจจ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วทูลถามว่า
“ข้าแต่พระองค์ ! ข้าพระองค์ได้ฟังเขากล่าวว่า ‘คนทั้งหลายฆ่าสัตว์มีชีวิต เพื่อถวายพระโคดม พระสมณโคดมรู้อยู่ ก็ยังฉันเนื้อที่เขาฆ่าอุทิศถวายตนนั้น’ ข้าแต่พระองค์ การที่เขากล่าวเช่นนั้น ชื่อว่าเขาเป็นผู้กล่าวตามที่พระองค์กล่าวหรือ ? เขาไม่ได้กล่าวตู่พระองค์ด้วยคำเท็จหรือ ? เขาพยากรณ์ถูกตามธรรมหรือ ? สหธรรมิกที่กล่าวตามคำของพวกนั้น ก็ไม่ควรถูกติเตียนหรือ ?”

“ดูก่อนชีวกะ ! พวกคนที่กล่าวเช่นนั้น ชื่อว่ากล่าวตรงตามที่เรากล่าวหามิได้ ชนเหล่านั้นกล่าวตู่เราด้วยคำเท็จ ไม่มีจริง ไม่เป็นจริง”

“ดูก่อนชีวกะ ! เรากล่าวเนื้อสัตว์ว่าไม่ควรบริโภคด้วยเหตุ 3 อย่างคือ เนื้อที่ตนได้เห็นแล้ว เนื้อที่ตนได้ฟังแล้ว, เนื้อที่ตนได้รังเกียจแล้ว, ชีวกะ ! เรากล่าวเนื้อที่ว่าไม่ควรบริโภค ด้วยเหตุ 3 อย่าง นี้แล ?”

“ดูก่อนชีวกะ เรากล่าวเนื้อสัตว์ว่า ควรบริโภคด้วยเหตุ 3 อย่าง คือเนื้อที่ตนไม่ได้เห็นแล้ว, เนื้อที่ตนไม่ได้ฟังแล้ว, เนื้อที่ตนไม่ได้นึกรังเกียจแล้ว, ชีวกะ ! เรากล่าวเนื้อว่า ควรบริโภคด้วยเหตุ 3 อย่าง เหล่านี้แล”

“ดูก่อนชีวกะ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เข้าไปอาศัยบ้านหรือนิคมใดอยู่, เธอย่อมแผ่ (จิต) ไปสู่ทิศที่ 1-2-3-4 ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวา ตลอดโลก มีที่สุดในที่ทั้งปวง โดยประการทั้งปวง ด้วยจิตอันประกอบด้วยเมตตา–ด้วยกรุณา–ด้วยมุทิตา–ด้วยอุเบกขา อันเต็มเปี่ยม อันเป็นจิตถึงแล้วซึ่งความเป็นจิตใหญ่ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท คฤหบดี หรือบุตรคฤหบดีย่อมนิมนต์เธอด้วยภัตตกิจอันจะมีในวันรุ่งขึ้น”

Advertisement

คำว่า “เนื้อที่เห็นแล้ว” คือเห็นเขาฆ่าเนื้อหรือปลา แล้วนำมาเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุฯ คำว่า “เนื้อที่ได้ฟังแล้ว” คือได้ฟังว่า เขาฆ่าเนื้อหรือปลาแล้ว นำมาเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุฯ คำว่า “เนื้อที่รังเกียจแล้ว” คือรังเกียจเพราะเห็น รังเกียจเพราะได้ยิน หรือรังเกียจด้วยอย่างอื่น นอกจากได้เห็นหรือได้ยิน การรังเกียจมี 3 อย่างเช่นนี้ฯ พระสังคาหกาจารย์ทั้งปวงได้วินิจฉัยเรื่องการรังเกียจไว้ดังต่อไปนี้

“ดูก่อนชีวกะ ! ภิกษุนั้น เมื่อเธอปรารถนาก็รับนิมนต์ ครั้นล่วงราตรีไปในเช้าวันรุ่งขึ้น เธอครองจีวร ถือบาตร เข้าไปสู่ที่อยู่ของคฤหบดี หรือบุตรของคฤหบดี นั่งอยู่เหนืออาสนะแล้วเขาอังคาสเธอด้วยบิณฑบาตอันประณีต เธอนั้นย่อมไม่คิดนึกไปเลยว่า ‘โอหนอ ! คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนี้ พึงอังคาสเราด้วยบิณฑบาตอันประณีตเช่นนี้ ในวันต่อๆ ไปอีกเถิด’ เธอไม่ติดใจ ไม่หมกใจกะบิณฑบาตนั้น ไม่มูมมามด้วยตะกละ เธอเห็นโทษ (ของอาหารที่กำเริบ) อยู่โดยปกติ เธอมีปัญญาเป็นเครื่องออกไปจากทุกข์ พึงฉันบิณฑบาตนั้น”

“ดูก่อนชีวกะ ท่านจะเข้าใจอย่างไร ในกรณีอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้นจะคิดไปในทางเบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น หรือเบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่นได้เจียวหรือ ?”

“ข้าแต่พระองค์ ! ไม่เป็นได้เลย”

“ดูก่อนชีวกะ ! ในเหตุนั้น ภิกษุเหล่านั้นย่อมเชื่อว่าบริโภคอาหารไม่มีโทษ มิใช่หรือ ?”

“ข้าแต่พระองค์ ! เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้เคยฟังมาว่า ‘พรหมเป็นผู้อยู่ด้วยเมตตา’ ดังนี้, ข้าพระองค์ได้เห็นสักขีพยานแล้ว คือพระผู้มีพระภาคนี่เอง เป็นผู้อยู่ด้วยเมตตา”

“ดูก่อนชีวกะ ! เจตนาหรือปองร้าย เป็นต้น จะพึงมีได้ด้วยราคะ โทสะ โมหะ เหล่าใด, ราคะ โทสะ โมหะ เหล่านั้นตถาคตละได้แล้ว มันมีรากเหง้าขาดแล้ว เหมือนตาลยอดด้วนถึงภาวะแห่งความไม่มี ไม่บังเกิดขึ้นอีกต่อไป”