หน้าแรก คอลัมนิสต์ บทความ บทสรุป...

บทความ บทสรุปเรื่องการเปิดปิดภาคการศึกษาของมหาวิทยาลัยไทยตามอาเซียน โดย : สุพจน์ เอี้ยงกุญชร

4.09.17 | 12:30 น.

ในที่สุดเรื่องร้อนๆ เกี่ยวกับการเปิดปิดภาคการศึกษาของมหาวิทยาลัยไทยตามอาเซียนก็มาถึงบทสรุป เมื่อที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) ได้เชิญผู้นำองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษาไทย ทั้งประธานที่ประชุมสภาอาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ปคมทร.) ประธานที่ประชุมสภาคณบดีสาขาการเกษตรศาสตร์ ประธานที่ประชุมสภาคณบดีคณะศึกษาศาสตร์และครุศาสตร์ และรองประธานศูนย์ประสานงานพนักงานมหาวิทยาลัย (CHES) มาร่วมกันพิจารณาหาทางออกของปัญหาเรื่องนี้ และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ร่วมกันเรียกร้องเพื่อให้มหาวิทยาลัยไทยทั้งหมดกลับมาเปิดเทอมตามแบบเดิม ทั้งนี้เพื่อความเป็นเอกภาพของอุดมศึกษาไทย เนื่องจากผลของการที่ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เคยมีมติให้มหาวิทยาลัยเปลี่ยนไปเปิดปิดเทอมตามอาเซียนตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 นั้น นอกจากไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของไทยแล้ว ยังสร้างความเสียหายมากมายนานัปการ ทำให้วงการศึกษาของไทยขาดเอกภาพอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมทั้งสร้างปัญหามากมายให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง สังคม และประเทศชาติเป็นอันมากด้วย

เรื่องนี้ทาง ปอมท.ได้ติดตามความเป็นมาอย่างใกล้ชิดโดยตลอด รวมทั้งได้ทำการศึกษาวิจัยมาก่อนหน้านี้ในปี พ.ศ. 2558 แล้ว ซึ่งมีผลชี้ชัดว่า การเปิดปิดเทอมตามอาเซียนมีผลเสียอย่างมาก และไม่เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ในทุกหมู่เหล่าที่เกี่ยวข้อง และเคยนำเสนอผลการวิจัยต่อเลขาธิการการอุดมศึกษา (กกอ.) เมื่อปลายปี พ.ศ.2558 และเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อต้นปี พ.ศ.2559 ด้วย แต่ไม่เกิดผลใดๆ เพราะ ทปอ.ยังคงยืนกรานที่จะเปิดปิดมหาวิทยาลัยตามอาเซียนต่อไป ทปอ.นอกจากไม่ยอมรับผลการวิจัยของหน่วยงานอื่นแล้ว ซ้ำ ทปอ.ยังลงทุนทำวิจัยขึ้นเองด้วยเช่นกัน แต่กลับไม่ยอมเปิดเผยผลการวิจัยที่ ทปอ.ลงทุนทำขึ้นเองต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใสอีกด้วย

นอกจากนี้ ทปอ.เคยร้องขอให้มหา วิทยาลัยทุกแห่งเปลี่ยนไปเปิดปิดเทอมตามอาเซียนเพื่อความเป็นเอกภาพของอุดมศึกษาไทย โดยขอให้ทดลองใช้ให้ครบ 3 ปีก่อน หากไม่เกิดผลดีมากกว่าผลเสียก็จะให้กลับมาเปิดเทอมแบบเดิม และยังรับปากว่าจะแก้ไขปัญหาอันเป็นผลมาจากการเปิดปิดเทอมตามอาเซียนที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ทปอ.ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามมาได้เลย

แม้ว่าตอนนี้จะครบ 3 ปีแล้ว แต่นอกจาก ทปอ.จะไม่ยอมประกาศให้มหาวิทยาลัยกลับมาเปิดปิดเทอมแบบเดิมแล้ว ทปอ.กลับไปสร้างระบบการรับเข้านักศึกษาใหม่ (TCAS) ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อมหาวิทยาลัยที่จะกลับมาเปิดปิดเทอมแบบเดิมอย่างมากด้วย

แต่อย่างไรก็ดี ขณะนี้ได้มีมหาวิทยาลัยส่วนหนึ่ง เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏส่วนใหญ่ และมหาวิทยาลัยราชมงคลหลายแห่ง ได้กลับมาเปิดปิดเทอมแบบเดิมแล้ว คือเปิดเทอมแรกในช่วงเดือนมิถุนายน และเปิดเทอมสองในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเดิมก็มีมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนมาเปิดปิดเทอมตามอาเซียนอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง ดังนั้น จึงเกิดความลักลั่นระหว่างมหาวิทยาลัยด้วยกันเองเป็นอย่างมาก แต่ถึงกระนั้น ทปอ.ก็ยังไม่มีทีท่าจะปล่อยให้มหาวิทยาลัยที่เหลือกลับมาเปิดปิดเทอมแบบเดิมโดยง่าย จากเดิมที่เคยเปิดปิดเทอมอย่างเป็นเอกภาพจึงกลับกลายมาเป็นขาดเอกภาพอย่างยิ่ง ทั้งนี้ยังไม่ต้องกล่าวถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ไม่เคยยอมเปลี่ยนมาเปิดปิดเทอมตามอาเซียนด้วย จึงกล่าวได้ว่า การเปิดปิดเทอมตามอาเซียนนอกจากจะทำให้อุดมศึกษาไทยขาดเอกภาพแล้ว ยังทำให้ระบบการศึกษาไทยขาดเอกภาพไปทั้งระบบอีกด้วย

Advertisement

ขณะนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ผลดีที่ ทปอ.เคยคาดหวังจากการเปิดปิดเทอมของมหาวิทยาลัยตามอาเซียนนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรมเลย แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกลับเห็นได้ชัดเจนเป็นรูปธรรมหลายด้าน โดยมีผู้ได้รับผลกระทบแทบทุกฝ่าย ตั้งแต่ผู้ปกครอง นักศึกษา อาจารย์ ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย ไปจนถึงภาคสังคมและประเทศชาติ แม้แต่ภาครัฐบาลก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่เรื่องนี้ยังไม่ค่อยมีคนเห็นและกล่าวถึง แต่ที่เห็นชัดๆ ก็คือมหาวิทยาลัยที่เปิดปิดตามอาเซียนนั้นล้วนขัดนโยบายสำคัญของรัฐบาลถึง 2 นโยบายด้วยกันคือ

นโยบายแรก คือนโยบายประหยัดพลังงานไฟฟ้า เนื่องจากช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมของทุกปี เป็นช่วงอุณหภูมิอากาศสูงสุดในรอบปี จึงมีการใช้ไฟฟ้าสูงที่สุดในรอบปี ทำให้มีโอกาสเกิดวิกฤตขาดแคลนไฟฟ้าได้ในหลายพื้นที่ รัฐบาลมักจะออกมารณรงค์ให้ประชาชนประหยัดการใช้ไฟฟ้า โดยให้ช่วยกันปิดไฟในที่ที่ไม่จำเป็น มีการปิดไฟฟ้า 1 ชม.เป็นการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ แต่มหาวิทยาลัยที่เปิดปิดเทอมตามอาเซียนกลับระดมใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมการเรียนการสอนและความเป็นอยู่ของนักศึกษาจำนวนมาก (ขณะที่มหาวิทยาลัยที่เปิดปิดเทอมแบบเดิมอยู่ในช่วงปิดเทอมใหญ่) ทั้งการใช้เครื่องปรับอากาศและการสูบน้ำมากกว่าปกติ ซึ่งนับเป็นการกระทำที่สวนทางกับนโยบายรัฐบาลโดยสิ้นเชิง

มหาวิทยาลัยทุกแห่งจึงมีภาระค่าไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างชัดเจน หลายแห่งต้องติดค้างค่าไฟกับการไฟฟ้าฯ นับร้อยล้านบาท และปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2558 ที่เป็นปีแรกที่เริ่มได้รับผลกระทบจากการเปิดปิดมหาวิทยาลัยตามอาเซียน จึงกลายเป็นสถิติใหม่ (New High) และยังคงสูงขึ้นมาโดยตลอดจนถึงปีนี้

นโยบายที่สอง คือนโยบายประหยัดน้ำ รัฐบาลรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดน้ำในช่วงฤดูแล้ง ให้เกษตรกรลดพื้นที่เพาะปลูกเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำ แต่มหาวิทยาลัยกลับใช้น้ำเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมการเรียนการสอนในช่วงนี้ (เดือนมีนาคมถึงเมษายน) ซึ่งเป็นช่วงเทอมที่ 2 สำหรับมหาวิทยาลัยที่เปิดปิดเทอมตามอาเซียน (ขณะที่มหาวิทยาลัยที่เปิดปิดเทอมแบบเดิมอยู่ในช่วงปิดเทอมใหญ่) มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดจะจ้างรถไปสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ หรือเจาะบ่อบาดาลสูบน้ำขึ้นมาใช้เพิ่มขึ้น ซึ่งล้วนเป็นการแย่งชิงทรัพยากรน้ำจากเกษตรกรและประชาชน โดยที่ประชาชนทั่วไปไม่ทันรู้ตัว โดยเฉพาะในภาวะที่ยากลำบากจากการเกิดภัยแล้ง มหาวิทยาลัยจึงกลายเป็นผู้ซ้ำเติมเกษตรกรและประชาชนอย่างแท้จริง

ดังนั้น ในการประชุมของที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) ครั้งที่ 8/2560 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2560 ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จึงได้เชิญทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษามาหารือกัน และมีความเห็นร่วมกันว่า ขณะนี้แทนที่มหาวิทยาลัยจะช่วยแก้ปัญหาหรือชี้นำสิ่งดีๆ ให้กับสังคมและประเทศชาติ หลายมหาวิทยาลัยกลับกำลังสร้างปัญหาให้กับสังคมและประเทศชาติ โดยทั้งอธิการบดี ประธาน ทปอ. เลขาธิการ กกอ. และรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการต่างไม่ใส่ใจที่จะแก้ไขปัญหานี้

คงมีเพียงคณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ จึงขอท่านช่วยคืนความสุขให้กับชาวมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ด้วย นับเป็นความหวังสุดท้ายของวงการอุดมศึกษาแล้ว

สุพจน์ เอี้ยงกุญชร
รองประธานที่ประชุมสภาอาจารย์
มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.)