หน้าแรก คอลัมนิสต์ สิ่งที่ปรากฏ&...

สิ่งที่ปรากฏ’ใน’การไม่ปรากฏ’ โดย ปราปต์ บุนปาน

4.09.17 | 15:00 น.
แฟ้มภาพ

ถ้านับจากวันที่ต้องเดินทางไปศาลเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2560

เท่ากับว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ปรากฏตัวหรือสื่อสารต่อสาธารณชน (และน่าจะเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ตามความเชื่อของหลายฝ่าย) เป็นเวลา 10 วันพอดี

อย่างไรก็ดี การไม่ปรากฏตัวหรือการเร้นกายไปโดยเงียบเชียบของอดีตนายกฯหญิง อาจมิได้หมายถึงการเหือดหายไปของปัญหาชุดใหญ่ๆ ในบ้านเมือง

ตรงกันข้าม ภายหลังการไม่ปรากฏกายของยิ่งลักษณ์ กลับมีอะไรอีกหลายต่อหลายอย่างปรากฏขึ้นมา

เริ่มต้นด้วยเรื่อง “กลอนหู” ที่แพร่หลายและแต่งเติมเสริมต่อล้อเลียนกันอย่างสนุกสนานในบรรดาผู้ไม่สนับสนุน/ต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย

Advertisement

อันก่อให้เกิดวิวาทะเกี่ยวเนื่องตามมาชุดใหญ่ ทั้งประเด็นการเหยียดเพศของนักเขียนชายต่อบุคคลสาธารณะหญิง หรือการเหยียดเพศของกลุ่มการเมืองหนึ่งต่อผู้นำหญิงของกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม

ลามไปถึงการตั้งคำถามต่อสถานะศิลปินแห่งชาติของนักเขียนรางวัลซีไรต์ (ซึ่งมีอีกสถานะเป็นครูบาอาจารย์นักวิชาการในมหาวิทยาลัย) ผู้จุดกระแส “กลอนหู” ขึ้นมา

แล้วต่อมา “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีและพี่ชายของยิ่งลักษณ์ ก็ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ของตนเอง โดยทำการอ้างอิงข้อความวรรคทองของนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เพื่อแสดงนัยของการวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจตามระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

เราอาจยึดถือข้อความสั้นๆ ดังกล่าวในโซเชียลมีเดีย ว่าเป็นเพียงการเรียกหากระแสทางการเมือง ที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างบรรดาผู้สนับสนุนกลุ่มการเมืองต่างขั้ว (เช่นเคย) เท่านั้นก็ได้

ทว่า ต้องยอมรับเหมือนกันว่า อดีตนายกฯ ผู้พี่จากตระกูลชินวัตร สามารถเรียกกระแสได้ในช่วงเวลาสำคัญพอดี

เพราะหลังการหายตัวไปของอดีตนายกฯ ผู้เป็นน้องสาว ก็มีปรากฏการณ์อื่นๆ (เข้าทำนอง “คนละเรื่องเดียวกัน”) เกิดขึ้นตามมาอีก 2-3 กรณี ที่ชี้ชวนให้บางคน บางฝ่าย หวนย้อนกลับมาตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมและความเป็นธรรมของบ้านเมืองอีกคำรบ

10 วันผ่านไป การไม่ปรากฏตัวของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ได้บ่งชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคน ความไม่พอใจ-ไม่เชื่อมั่นต่อรัฐ ที่ยังคงดำรงอยู่ เหมือนดังที่เคยปรากฏมาก่อน

จุดเปราะบางทั้งหลายเหล่านี้แฝงฝังอยู่ลึกๆ แต่อาจส่งสัญญาณไม่ค่อยชัดเจนนักภายใต้ระบอบการปกครองปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม หากสบโอกาส รอยแตกร้าวเหล่านี้มักค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นมา ให้เราได้รับรู้พบเห็นกันเสมอๆ

โดยไม่แน่ใจว่าจะสามารถประสานเชื่อมต่อกันได้อย่างแนบสนิทหรือไม่? เมื่อไหร่? อย่างไร?

เวลาในภายภาคหน้า (อีกหลายปีหรืออีกกว่าทศวรรษหลังจากนี้) จะช่วยตัดสินประเมินสภาวะทางการเมือง ณ ปัจจุบัน ได้เด่นชัดยิ่งขึ้น

ว่าการพยายามเข้ามาจัดการปัญหาและตั้งต้นประเทศกันใหม่ผ่าน “อำนาจพิเศษ” ซึ่งกินระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานพอสมควรนั้น (2557-…)

คือ การช่วยเยียวยาแก้ไขปัญหาเรื้อรังให้แก่สังคมการเมืองไทยอย่างถาวร-แท้จริง หรือเป็นเพียงการกดทับปิดบังอำพรางปัญหาเอาไว้ ณ ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น

…………………

ปราปต์ บุนปาน