ถ้านับจากวันที่ต้องเดินทางไปศาลเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2560
เท่ากับว่า “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ปรากฏตัวหรือสื่อสารต่อสาธารณชน (และน่าจะเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ตามความเชื่อของหลายฝ่าย) เป็นเวลา 10 วันพอดี
อย่างไรก็ดี การไม่ปรากฏตัวหรือการเร้นกายไปโดยเงียบเชียบของอดีตนายกฯหญิง อาจมิได้หมายถึงการเหือดหายไปของปัญหาชุดใหญ่ๆ ในบ้านเมือง
ตรงกันข้าม ภายหลังการไม่ปรากฏกายของยิ่งลักษณ์ กลับมีอะไรอีกหลายต่อหลายอย่างปรากฏขึ้นมา
เริ่มต้นด้วยเรื่อง “กลอนหู” ที่แพร่หลายและแต่งเติมเสริมต่อล้อเลียนกันอย่างสนุกสนานในบรรดาผู้ไม่สนับสนุน/ต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย
อันก่อให้เกิดวิวาทะเกี่ยวเนื่องตามมาชุดใหญ่ ทั้งประเด็นการเหยียดเพศของนักเขียนชายต่อบุคคลสาธารณะหญิง หรือการเหยียดเพศของกลุ่มการเมืองหนึ่งต่อผู้นำหญิงของกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม
ลามไปถึงการตั้งคำถามต่อสถานะศิลปินแห่งชาติของนักเขียนรางวัลซีไรต์ (ซึ่งมีอีกสถานะเป็นครูบาอาจารย์นักวิชาการในมหาวิทยาลัย) ผู้จุดกระแส “กลอนหู” ขึ้นมา
แล้วต่อมา “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีและพี่ชายของยิ่งลักษณ์ ก็ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ของตนเอง โดยทำการอ้างอิงข้อความวรรคทองของนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เพื่อแสดงนัยของการวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจตามระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
เราอาจยึดถือข้อความสั้นๆ ดังกล่าวในโซเชียลมีเดีย ว่าเป็นเพียงการเรียกหากระแสทางการเมือง ที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างบรรดาผู้สนับสนุนกลุ่มการเมืองต่างขั้ว (เช่นเคย) เท่านั้นก็ได้
ทว่า ต้องยอมรับเหมือนกันว่า อดีตนายกฯ ผู้พี่จากตระกูลชินวัตร สามารถเรียกกระแสได้ในช่วงเวลาสำคัญพอดี
เพราะหลังการหายตัวไปของอดีตนายกฯ ผู้เป็นน้องสาว ก็มีปรากฏการณ์อื่นๆ (เข้าทำนอง “คนละเรื่องเดียวกัน”) เกิดขึ้นตามมาอีก 2-3 กรณี ที่ชี้ชวนให้บางคน บางฝ่าย หวนย้อนกลับมาตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมและความเป็นธรรมของบ้านเมืองอีกคำรบ
10 วันผ่านไป การไม่ปรากฏตัวของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ได้บ่งชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคน ความไม่พอใจ-ไม่เชื่อมั่นต่อรัฐ ที่ยังคงดำรงอยู่ เหมือนดังที่เคยปรากฏมาก่อน
จุดเปราะบางทั้งหลายเหล่านี้แฝงฝังอยู่ลึกๆ แต่อาจส่งสัญญาณไม่ค่อยชัดเจนนักภายใต้ระบอบการปกครองปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม หากสบโอกาส รอยแตกร้าวเหล่านี้มักค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นมา ให้เราได้รับรู้พบเห็นกันเสมอๆ
โดยไม่แน่ใจว่าจะสามารถประสานเชื่อมต่อกันได้อย่างแนบสนิทหรือไม่? เมื่อไหร่? อย่างไร?
เวลาในภายภาคหน้า (อีกหลายปีหรืออีกกว่าทศวรรษหลังจากนี้) จะช่วยตัดสินประเมินสภาวะทางการเมือง ณ ปัจจุบัน ได้เด่นชัดยิ่งขึ้น
ว่าการพยายามเข้ามาจัดการปัญหาและตั้งต้นประเทศกันใหม่ผ่าน “อำนาจพิเศษ” ซึ่งกินระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานพอสมควรนั้น (2557-…)
คือ การช่วยเยียวยาแก้ไขปัญหาเรื้อรังให้แก่สังคมการเมืองไทยอย่างถาวร-แท้จริง หรือเป็นเพียงการกดทับปิดบังอำพรางปัญหาเอาไว้ ณ ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น
…………………
ปราปต์ บุนปาน

