ความรุนแรงในรัฐอาระกันระหว่างชาวพุทธ (ชาวพม่า, อาระกัน และชนกลุ่มน้อยที่นับถือพุทธอื่นๆ) กับชาวมุสลิมโรฮีนจาเพิ่มขึ้นในรอบ 3 สัปดาห์จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจากทั้งสองฝ่ายรวมกันหลายร้อยคนแล้ว เหตุการณ์นี้สร้างกระแสการต่อต้านรัฐบาลพม่า ตลอดจนผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยอย่างด่อ ออง ซาน ซูจี ไปทั่วโลก จนถึงขณะนี้มีบุคคลที่เรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิมนุษยชนหลายคนที่ออกมาประณามรัฐบาลพม่าและเรียกร้องให้ออง ซาน ซูจี ออกมาประณามการกวาดล้างชาวโรฮีนจาในครั้งนี้ ด้านองค์ทะไล ลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวทิเบต กล่าวว่า ซูจีมีพันธกิจทางใจที่จะจัดการกับปัญหานี้และทำให้ความรุนแรงนี้ยุติลงโดยเร็ว
เรียกได้ว่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้คนส่วนใหญ่ทั่วโลกตั้งธงไว้แล้วว่าออง ซาน ซูจี และรัฐบาลพม่าภายใต้พรรคเอ็นแอลดีของเธอควรจะออกมาหยุดอาชญากรรมในครั้งนี้ แต่ความคิดเห็นของผู้คนในสังคมพม่าแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง นับตั้งแต่รัฐบาลเอ็นแอลดีเข้ามารับตำแหน่งในต้นปี 2016 ทั้งพรรคและรัฐบาลพม่าถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงมาโดยตลอด ทั้งในเรื่องธรรมาภิบาล ความสามารถของรัฐมนตรีหลายๆ คน ไปจนถึงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองเอ็นแอลดี ที่ประชาชนคาดหวังว่าเป็นนักการเมืองฝ่าย “ตงฉิน” ที่เข้ามาเพื่อปฏิรูปประเทศและสร้างความปรองดอง แต่ด้วยปัญหาโรฮีนจาระลอกนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม กระแสสนับสนุนพรรคเอ็นแอลดีและออง ซาน ซูจี กลับมาอีกครั้ง ชาวพม่าหลายคนขึ้นรูปในโซเชียลมีเดียของตนเป็นรูปออง ซาน ซูจี และพร้อมใจกันติดแฮชแท็ก #saveRakhineและ #BengaliTerrorists เพื่อชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น
ประเด็นแรก ชาวพุทธหรือแม้แต่ชาวฮินดูในพม่าคือเหยื่อของความรุนแรงที่ก่อขึ้นโดย “ผู้ก่อการร้าย” โรฮีนจา ชาวโรฮีนจามิใช่เหยื่อดังที่นานาชาติกล่าวอ้าง และประเด็นที่สอง กลุ่มติดอาวุธโรฮีนจาในนาม ARSA (Arakan Rohingya Salvation Army) คือขบวนการก่อการร้ายที่บ่อนทำลายสหภาพพม่า และทำให้พม่าดูย่ำแย่ในสายตาของชาวโลก
ความสนใจของชาวโลกในขณะนี้พุ่งเป้าไปที่ออง ซาน ซูจี แต่มีน้อยคนที่จะตั้งคำถามว่ากลุ่มกองกำลังติดอาวุธของโรฮีนจาในรัฐอาระกันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ทั่วโลกมักรับรู้เพียงว่าชาวโรฮีนจาคือเหยื่อของความรุนแรงและการกวาดล้างของรัฐบาลพม่า กลุ่ม ARSA ที่พัฒนามาจากขบวนการฮารากะฮ์ อัล-ยากิน (al-Yaqeen Faith Movement) เดิม ออกมาแสดงความรับผิดชอบการโจมตีป้อมตำรวจและทหารในรัฐอาระกันเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม รัฐบาลพม่าอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตจากการปะทะกันระหว่างกองกำลังของโรฮีนจากับกองกำลังฝั่งพม่าไปแล้วกว่า 400 คน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่คือนักรบจีฮัดของฝั่งโรฮีนจา
ด้าน Human Rights Watch มองว่าชาวบ้านที่มีทั้งชาวยะไข่พุทธ ชาวฮินดู และชาวพุทธอื่นๆ เสียชีวิตจากควันหลงหลังกองกำลังของพม่าเปิดฉากโจมตีกองกำลังของโรฮีนจา

อีกปัญหาหนึ่งที่ไม่ค่อยมีการพูดถึงมากนักคือเหตุใดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลพม่าและชาวโรฮีนจาจึงปะทุขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้งในปี 2012 ภายหลังสงบมานานหลายปี นาฟีซ อาหมัด ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม เขียนบทความว่าด้วยความขัดแย้งในรัฐอาระกันซึ่งมีที่มาจากความพยายามแย่งชิงทรัพยากรในรัฐอาระกัน ลงหนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษตั้งแต่ปี 2013 อาหมัดกล่าวโดยสรุปว่าพื้นที่ในแถบรัฐอาระกัน หรือถิ่นที่อยู่ของชาวโรฮีนจานั้นเป็นแหล่งที่มีทรัพยากรประเภทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอยู่มาก และหากมีการขุดและสำรวจอย่างจริงจัง พม่าจะกลายเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
บริษัทพลังงานระดับบิ๊กหลายแห่งทั่วโลกให้ความสำคัญกับบ่อน้ำมันและบ่อแก๊ซที่รัฐอาระกันมาก ที่ผ่านมารัฐบาลเผด็จการทหารในพม่าลงนามในโครงการแท่นขุดก๊าซฉ่วย (Shwe Gas Project) กับเกาหลีใต้และอินเดียเพื่อส่งออกก๊าซธรรมชาติผ่านท่อส่งก๊าซไปยังประเทศจีนทางตอนใต้ ปริมาณก๊าซที่แท่นขุดฉ่วยผลิตได้มีปริมาณมหาศาล ประมาณ 500 คิวบิกฟุตต่อวัน การสร้างท่อส่งก๊าซความยาว 2,800 กิโลเมตรนี้ยังมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งในมหาสมุทรอินเดีย และป่าทึบในเขตภูเขาอาระกัน (Arakan Yoma) ที่ท่อส่งก๊าซนี้ทอดผ่าน รัฐอาระกันนั้นเป็นรัฐที่ยากจนที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของพม่ารองจากรัฐฉิ่นทางตอนเหนือสุดของประเทศ การเข้ามาของโครงการสร้างท่อส่งก๊าซสร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านจากทุกเชื้อชาติและศาสนาในรัฐอาระกัน Arakan Oil Watch รายงานว่าความไม่พอใจของชาวบ้านเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลออกมาประกาศว่ารัฐอาระกันจะไม่ได้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติที่ขุดได้ ก๊าซธรรมชาติทั้งหมดจะถูกส่งออกไปนอกประเทศ ทั้งๆ ที่มีผู้คนในรัฐอาระกันอีกราว 3 ล้านคน ที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้
คาดการณ์กันว่าความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธในรัฐยะไข่กับชาวมุสลิมโรฮีนจาปะทุขึ้นจากความตึงเครียดจากปัญหาทางเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอาระกันที่ย่ำแย่ลง ในภาวะสิ้นไร้ไม้ตอกเช่นนี้ เริ่มมีการสร้างกระแสความเกลียดชังชาวโรฮีนจา อาหมัดมองว่าการปลุกปั่นกระแสต่อต้านชาวโรฮีนจาคือยุทธศาสตร์หนึ่งของรัฐบาลพม่าเพื่อหันเหความสนใจจากปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากการสร้างท่อส่งก๊าซในรัฐอาระกัน ซาสเคีย ซาสเซ็น (Saskia Sassen) ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเห็นพ้องกับอาหมัดและเสริมว่า ปัญหาโรฮีนจาในรัฐยะไข่มิได้เกิดขึ้นจากความขัดแย้งเชิงชาติพันธุ์และอุดมการณ์ทางศาสนาอย่างที่เข้าใจกัน หากแต่เป็นการรุกคืบของนายทุนผ่านการยึดที่ดินชาวบ้าน สถานการณ์การยึดที่ดินในรัฐอาระกันระหว่างปี 2010-2013 เพิ่มขึ้นถึง 170 เปอร์เซ็นต์ การไล่ที่ (ทั้งการไล่จริงๆ และการเผาหมู่บ้านโรฮีนจาโดยอ้างความโกรธแค้นจากประเด็นด้านศาสนา) ชาวโรฮีนจาจึงเกิดจากผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจของกองทัพ รัฐบาลทหารในพม่า และบริษัทข้ามชาติใหญ่น้อยที่เข้าไปแสวงหาประโยชน์ในช่วงที่พม่าเริ่มเปิดประเทศ
ความขัดแย้งระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นในพื้นที่แถบเมืองหม่องด่อ ทางตอนเหนือของรัฐอาระกัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ความขัดแย้งระหว่างคนทั้งสองกลุ่มเกิดขึ้นแถบเมืองซิตต่วย เมืองขนาดใหญ่ทางตอนกลางของรัฐอาระกัน และการแย่งชิงทรัพยากรนี้อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่ของชาวโรฮีนจาในเขตชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียอีกเรื่อยๆ ตราบใดก็ตามที่กองทัพพม่ายังมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่
แต่ความน่ากลัวของปัญหานี้คือสังคมพม่าฟันธงว่าเป็นปัญหาระหว่างชาติพันธุ์-ศาสนาและการรุกคืบเข้ามาของกองกำลังติดอาวุธอิสลามที่จ้องจะทำลายพุทธศาสนา นำไปสู่อคติทางชาติพันธุ์ที่รุนแรงหนักหน่วงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
ลลิตา หาญวงษ์
[email protected]

