บทสนทนาระหว่างนักศึกษาเศรษฐศาสตร์กับอาจารย์
นักศึกษา : หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ลงคำพูดของคุณ
ยิ่งลักษณ์ต่อองค์คณะผู้พิพากษา (หลังจากไม่มาปรากฏตัวที่ศาล) ที่ว่า “ดิฉันเป็นเหยื่อเกมการเมืองที่ลึกซึ้ง” อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไร โดยมีสมมุติฐานว่าคุณยิ่งลักษณ์คงรู้ล่วงหน้าว่าต้องรับโทษ ถึงได้หลบหนี ในระหว่างที่สังคมกำลังรอคำพิพากษาของศาลใน วันที่ 27 กันยายน
อาจารย์ : เราจะไม่เอาเรื่องศาลเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองนะ ผู้พิพากษาเขาก็ทำหน้าที่ของเขาไปตามหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม แต่เรื่องนโยบายจำนำข้าวโดยเฉพาะในยุครัฐบาลทักษิณเรื่อยมาจนถึงสมัยคุณยิ่งลักษณ์ เป็นเรื่องของการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่ๆ ไม่ว่าคุณจะมองจากในแง่ไหน มันเป็นนโยบายสาธารณะ ซึ่งก็เป็นเรื่องการเมือง พรรคการเมืองต้องหาเสียง รัฐบาลต้องใช้เงินอุดหนุน มีผู้ได้ผู้เสียประโยชน์ ถ้าทำในระดับเล็กๆ ความขัดแย้งทางความคิดก็ไม่มาก แต่เราต้องยอมรับว่าตั้งแต่พรรคของคุณทักษิณได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ในช่วงสิบกว่าปีเศษที่ผ่านมา จนมาถึงสมัยคุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ คุณทักษิณที่อยู่เบื้องหลังอาจจะเป็นนายกฯตัวจริง เริ่มคิดการใหญ่จนผมรู้สึกว่าเข้าลักษณะ “บ้าบิ่น” นักวิชาการอาจจะท้วงติงว่าจำนำข้าวทำอย่างนั้นได้อย่างไร แต่พรรคของคุณทักษิณส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะต้องการชนะการเลือกตั้งให้เด็ดขาด ส่วนหนึ่งอาจจะต้องการแสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่กล้าทำ แต่เพื่อไทยทำได้ เหมือนกับที่เคยผลักดันนโยบายเช่นเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเป็นนโยบายที่ดี หรือขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลยกับเรื่องจำนำข้าว เมื่อนโยบายมันสุดโต่ง การเมืองก็แตกเป็นสองขั้วใหญ่ คนเสื้อเหลืองส่วนใหญ่รับไม่ได้ อย่าลืมว่าพรรคของคุณทักษิณและคนเสื้อแดงก็มีศัตรูทางการเมืองอาจจะไม่ถึงครึ่งค่อนประเทศ แต่ก็มากทีเดียวอยู่แล้ว นโยบายจำนำข้าวสมัยคุณยิ่งลักษณ์ ยิ่งไปผลักดันเป็นแรงจูงใจ ให้ทั้งฝ่ายค้านคือ ปชป.กับมวลชนเสื้อเหลือง ชนชั้นกลางในเมืองและหัวเมือง รวมตัวกันค้านอย่างเป็นเอกภาพ มีพลัง และที่สำคัญนักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ฝักใฝ่เลือกข้างทางการเมือง รับไม่ได้เลยกับนโยบายจำนำข้าวแบบนี้
นักศึกษา : ตกลงเรื่องนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างเดียวใช่ไหมครับ บทบาทของความรู้และบทบาทของนักวิชาการ มีมากแค่ไหนในการมีอิทธิพลต่อสังคม สื่อมวลชน หรือแม้กระทั่งในที่สุดองค์คณะผู้พิพากษา อยากให้อาจารย์ให้รายละเอียด
อาจารย์ : เท่าที่ผมรู้จักประเทศไทยเรื่องจำนำข้าวนี่อาจจะเป็นเรื่องหนึ่งที่ต่างไปจากอดีต ผมไม่ได้เห็นนักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์จะสหสามัคคีกันรวมพลังเป็นแนวร่วมมานาน ยิ่งพรรคเพื่อไทยดื้อรั้นเท่าไร นักเศรษฐศาสตร์ยิ่งทนไม่ได้ ถึงขนาดไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดกับรัฐธรรมนูญในเรื่องบทบาทของรัฐ แต่ศาลยกคำร้อง เผอิญสำนักงาน ป.ป.ช.ก็เอาจริงเอาจังเป็นพิเศษใช้ input จากนักวิชาการ จากนักเศรษฐศาสตร์เยอะ แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าคุณทักษิณทำให้น้องสาวของตัวเองมีปัญหา เพราะว่าไปออกแบบนโยบายที่บ้าบิ่นและเสี่ยงเอามากๆ ยากที่จะประสบความสำเร็จ เหมือนเป็นเป้ารอให้ศัตรูมาถลุงมาน็อก เพราะตัวนโยบายมีจุดอ่อนในเชิงโครงสร้างมากเหลือเกิน โดยเฉพาะเมื่อเริ่มบริหาร เอาง่ายๆ คุณทักษิณและพวกเข้าใจผิดคิดว่าการที่ไทยเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่รายหนึ่งของโลก น่าจะมีอิทธิพลต่อราคาถ้าจำกัดอุปทาน หรือซัพพลาย ข้าวในตลาดโลก โดยให้รัฐบาลซื้อข้าวเอามาเก็บไว้ นี่เป็นความสำคัญผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหาย คนของพรรคเพื่อไทยลืมไปว่า เราอาจจะเป็นผู้ค้ารายใหญ่รายหนึ่งก็จริง แต่เราเป็นผู้ผลิตข้าวรายเล็กของโลก เราไม่มีอำนาจไปกำหนดราคาข้าวที่ถูกกำหนดโดยความต้องการและปริมาณการผลิตข้าวทั้งโลก
อีกอย่างข้าวเองก็ไม่ใช่อะไรที่จะเก็บไว้ได้นาน เหมือนโลหะ แร่ธาตุ หรือน้ำมัน อีกทั้งยังมีต้นทุนในการเก็บรักษาที่สูง และที่สำคัญมาก การไปกำหนดราคาที่สูงกว่าราคาตลาดในขณะนั้น ถึงประมาณร้อยละ 50 โดยเฉลี่ยตันละประมาณ 15,000 บาท รับซื้อโดยไม่จำกัดจำนวน ทำให้เกิดผลเสียตามมามากมาย ตั้งแต่การทำลายกลไกตลาดข้าวภายในประเทศ เพราะรัฐบาลกลายเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่ภายในประเทศ ราคารับซื้อที่สูงเกินความเป็นจริงทำให้เกิดแรงจูงใจในการผลิตข้าวจำนวนมากทั้งจริงและเทียม การทุจริตในรูปแบบต่างๆ แม้กระทั่งการซื้อขายข้าวรัฐต่อรัฐ ที่มีการสร้างข้อมูลเท็จ (ดูคำพิพากษาศาลที่จำคุก รมว.พาณิชย์ สูงถึง 42 ปี ซึ่งเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อว่าคนที่มีอำนาจระดับนั้นจะกล้าทำผิดได้ถึงขนาดนี้ เขาต้องเหลิงต่ออำนาจมาก) มาจากที่ต่างๆ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน ตลาดส่งออกก็ถูกกระทบเพราะผู้ซื้อชะลอการซื้อเพื่อหวังได้ราคาที่ต่ำลง โครงสร้างนโยบายที่ผิดนี้โดยรวมแล้วเกิดเป็นวัฏจักรแห่งความชั่วร้าย อุปทานข้าวมากกว่าอุปสงค์ รัฐต้องซื้อมาเก็บไว้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นภาระทางคลัง ข้าวขายไม่ออก ต้นทุนการเก็บสูง และเก็บไว้นานนำมาซึ่งความสูญเสีย เป็นต้น
คุณยิ่งลักษณ์หรือเสื้อแดงอาจจะคิดว่า พวกเขาโดนแกล้ง โดยฝ่ายที่มีอำนาจ จะจริงหรือไม่จริง ไม่มีใครพิสูจน์ได้ แต่ระบบเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามาในกระบวนการยุติธรรม ในที่สุดแม้จะเป็นเรื่องการเมือง แต่สิ่งที่คุณยิ่งลักษณ์ทำทางด้านนโยบาย ซึ่งมีปัญหามาก การบริหารก็มีปัญหา มีการท้วงติง ผมไม่เถียงว่าในโลกแห่งความเป็นจริง การใช้ความรู้ การตีความกฎหมายมันไม่มีความเป็นอิสระจากโครงสร้างของอำนาจร้อยเปอร์เซ็นต์ เหมือนที่นักปรัชญานามอุโฆษของโลก เช่น ฟูโกต์ และนิทเชอร์ ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้มีอำนาจคือผู้ที่เป็นนาย เป็นผู้กำหนดตีความว่าอะไรถูก อะไรผิด ความจริงแท้ไม่มี มีแต่การตีความความจริง” แต่คุณยิ่งลักษณ์ต้องยอมรับความจริงว่าการจำนำข้าวครั้งนี้มันล่อแหลมที่จะถูกชี้มูลความผิด เพราะการออกแบบนโยบายมันผิดพลาดอย่างร้ายแรงตั้งแต่เริ่มต้น
นักศึกษา : ตกลงนโยบายจำนำข้าวถึงแม้จะไม่ดี ไม่เหมาะสม หรือไม่ถูกต้อง คนที่เป็นนายกฯหรือพรรครัฐบาลจำเป็นถึงต้องรับผิดทางแพ่งและทางอาญาเชียวหรือ ในอดีตก็คงมีนโยบายหรือโครงการของรัฐจำนวนมาก ที่ทำความเสียหายหรือมีทุจริต แต่นายกฯก็อยู่รอดมาได้ ขาดทุนจำนำข้าวก็มีมาโดยตลอด สมัยคุณอภิสิทธิ์ก็ขาดทุนเป็นแสนล้านเหมือนกัน กรณีจำนำข้าวของคุณยิ่งลักษณ์มีอะไรที่เป็นลักษณะพิเศษ ไม่เหมือนปัญหาในอดีต ถ้าไม่มีการทุจริต หรือพบว่ามีทุจริตน้อย แล้วเผอิญคุณยิ่งลักษณ์โชคดีโครงการขาดทุนไม่มาก ถึงแม้นโยบายไม่ดี คุณยิ่งลักษณ์อาจจะรอดก็ได้ใช่ไหมครับ
อาจารย์ : ผมไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ผมเข้าใจว่าในโลกสมัยใหม่ ประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญเนี่ย เขามีกฎหมายที่ใช้ถ่วงดุล ตรวจสอบ และจำกัดการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง มันอาจจะไม่ใช่เฉพาะเรื่องการทุจริตในความหมายที่เราเข้าใจกัน แต่เป็นเรื่องความรับผิดชอบที่มีต่อตำแหน่งและหน้าที่ อาจจะหมายถึงความคาดหวังที่มีต่อบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่จะต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น หรือรัฐ หรือต่อประเทศ ผมนึกถึงกรณีกฎหมายบริษัท ยังมีกฎหมายที่กำกับควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทที่ถูกคาดหวังให้ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ ในการใช้วิจารณญาณ เพื่อให้ความคุ้มครองและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายของผู้ถือหุ้น เขาเรียกว่า Fiduciary duty ถ้าอยู่ในที่ประชุม แล้วไม่แสดงความเห็นว่า เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เวลาบริษัทมีปัญหา กรรมการมีความผิดได้ กรณีคุณยิ่งลักษณ์อาจจะเข้าลักษณะไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายหรือสังคมคาดหวัง โดยเฉพาะเมื่อมีการรับรู้ว่าความเสียหายใหญ่หลวงได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ขาดการเอาใจใส่ เช่น แก้ไขระบบที่เปิดช่องให้มีการเลื่อนการถูกตรวจสอบและเอาผิด เพราะยังไม่สามารถกำหนดความเสียหายที่แท้จริงได้ ถ้าโครงการยังไม่มีการปิดบัญชีและยังปิดบัญชีไม่ได้ ถ้าข้าวยังขายไม่หมดในฤดูกาลหรือโครงการในช่วงหรือปีนั้นๆ เป็นต้น
แน่นอนคุณยิ่งลักษณ์อาจจะเถียงว่า ตอนที่ทำนโยบายมันไม่มีใครรู้หรอกว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่นักเศรษฐศาสตร์ก็จะเถียงว่า นโยบายที่ออกมานั้นยังไม่ต้องเริ่มบริหารก็แทบจะทำนายได้เลยว่ามันต้องเสียหายแน่นอน แล้วเสียหายมากด้วย ผมคิดว่าก็มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์จะโชคดี ที่โลกเกิดทุพภิกขภัยครั้งใหญ่แบบไม่เคยมีมาก่อน ดันราคาข้าวที่ขาดแคลนขึ้นสูงลิ่ว แต่นี่เป็นเรื่องความบังเอิญ ก็เป็นไปได้ที่คุณยิ่งลักษณ์จะอยู่รอดปลอดภัย แต่นี่เป็นเรื่องสมมุติ คุณยิ่งลักษณ์ไม่สามารถบริหารประเทศโดยอิงกับเรื่องโชคลางได้ ที่รัฐบาลก่อนๆ ในอดีตเขาไม่โดนข้อหาเพราะเขาคำนึงถึงความเสี่ยงทางการคลัง รู้ขีดจำกัด แม้ต้องการที่จะช่วยเหลือหรือหาเสียงกับชาวนา
นักศึกษา : มาถึงจุดนี้เราคิดว่าเราเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดครั้งนี้ อะไรคือบทเรียนที่สำคัญ
อาจารย์ : สิ่งหนึ่งแน่ๆ คือผมคิดว่าชะตากรรมของคุณยิ่งลักษณ์ และคุณบุญทรง คงทำให้การเมืองไทยเข็ดขยาดไปกับนโยบายประชานิยมสุดขั้วสุดโต่ง โดยที่ไม่คำนึงถึงความเสียหาย ความเสี่ยงที่สูงเกินกว่าจะรับได้จากการทำนโยบายของตน อีกเรื่องคือถึงแม้จะมีสีสันของการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เรื่องนโยบายจำนำข้าว ที่ออกแบบโดยพรรคเพื่อไทยนี้มันถูกหักล้าง โดยเหตุผลและหลักฐานทางวิชาการได้อย่างหนักแน่น แม้สื่อมวลชนก็เอาด้วย ทำให้เห็นว่าความรู้ที่เป็นวัตถุวิสัยในโลกนี้ยังมีอยู่ได้ อาจจะไม่ใช่ทุกเรื่อง และเรื่องนี้นักเศรษฐศาสตร์ไทยมีบทบาทค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในการช่วยสำนักงาน ป.ป.ช.ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะกึ่งตุลาการ สิ่งที่ยังขาดไปคือสังคมยังได้ข้อมูลจากรัฐและนักวิชาการไม่เพียงพอ ว่าจริงๆ โครงการจำนำข้าวเสียหายในเชิงปริมาณ ทั้งทางการเงิน ทางเศรษฐศาสตร์ โอกาสที่เสียไป แหล่งที่มาของความเสียหายในระบบงบประมาณ และนอกงบประมาณ รวมทั้งหนี้ที่มีภาระผูกพันกับ ธ.ก.ส. เป็นต้น
ผมสังเกตว่าในภาพรวมการขาดดุลการคลังของไทยโดยเฉลี่ยไม่ได้สูง ถึงระดับอันตรายมากในช่วงรัฐบาลทักษิณ แม้งบลงทุนจะต่ำลงไป งบประจำสูงขึ้นในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา ดุลการคลังนอกงบประมาณในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2555-2559) เกินดุลด้วยซ้ำ ขนาดของเศรษฐกิจมหภาคของไทยมันใหญ่เกินไปที่นโยบายจำนำข้าวประเภทสุดโต่งในช่วงไม่กี่ปีจะมาทำลายความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยได้
แต่ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ว่านี้คงไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลที่จะทำให้คุณยิ่งลักษณ์ปราศจากความผิดไปได้
ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์

