ถึงวันนี้ ผู้คนกว่าครึ่งค่อนประเทศทราบดีถึงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อย่างน้อยรู้ว่า อำนาจอธิปไตยแบ่งเป็น 3 อำนาจ คืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ และอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย
นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และนับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2475 ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 ฉบับถาวร
การที่ต้องมีฉบับถาวร เนื่องจากธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 เป็นรัฐธรรมนูญที่คณะเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งเรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร” จัดร่างขึ้น ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475
หลังจากนั้น ปวงชนชาวไทยเริ่มใช้อำนาจนิติบัญญัติผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาโดยตลอด แม้จะหยุดไปบ้างจากการยึดอำนาจทั้งปฏิวัติและรัฐประหาร ขณะที่การมีรัฐบาลคืออำนาจบริหารประชาชนเลือกตั้งทางอ้อม คือเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นเสียงข้างมาก และเสียงข้างมากนั้นจะไปเลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
ส่วนอีกอำนาจหนึ่ง คืออำนาจตุลาการ ทุกคนทราบดีว่าเป็นอำนาจของตุลาการซึ่งผ่านการสอบคัดเลือกจากผู้สำเร็จการศึกษาจากเนติบัณฑิตยสภา และสอบคัดเลือกเข้าไปเป็นตุลาการ
อำนาจทั้งสามนี้ มีหน้าที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า นิติบัญญัติคือผู้ออกกฎหมาย แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย และยกเลิกกฎหมาย ส่วนบริหารคือผู้ที่บังคับใช้กฎหมาย หรือนำกฎหมายไปใช้ และตุลาการคือผู้ตัดสินพิพากษาผู้ที่ทำผิดกฎหมาย หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
แม้ในระยะหลังต่อมา ฝ่ายนิติบัญญัติจะมีสมาชิก 2 ประเภท คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประชาชนเป็นผู้เลือกเอง กับสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีเพียงสองครั้งเท่านั้นที่ประชาชนเป็นผู้เลือก นอกจากนั้นรัฐบาลหรือบริหารเป็นผู้แต่งตั้ง
ตุลาการซึ่งแต่เดิมมีลำดับเพียง 3 ศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ต่อมาเนื่องจากคดีมีหลายประเภท ศาลจึงต้องเพิ่มประเภทของศาลขึ้นมา เช่นในศาลชั้นต้น มีศาลแรงงาน ศาลคดีเยาวชนและครอบครัว ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น ศาลอุทธรณ์จะล้อศาลชั้นต้นในการพิจารณาพิพากษาคดี และศาลฎีกา วันนี้มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลเลือกตั้ง ซึ่งบัญญัติให้ผ่านขั้นตอนศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์มาก่อน ยกเว้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ
ระบอบประชาธิปไตย คือระบอบการเมืองการปกครองตามความหมายคือ “ประชาชนเป็นใหญ่” หรือ “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย”
ผู้อยู่ในประเทศที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยย่อมมีความเท่าเทียมกัน มีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจน ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
การได้มาซึ่งสมาชิกนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ คือมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงและลับ ด้วยคะแนนเสียงจากประชาชน 1 คนต่อ 1 เสียงเท่ากันทุกคน
ส่วนการได้มาซึ่งรัฐบาลหรือบริหาร มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ประชาชนเลือกตั้งเข้าไปด้วยเสียงข้างมาก เป็นการเลือกตั้งทางอ้อมของประชาชนที่เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปให้เลือกฝ่ายบริหาร ดังนั้น ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารจึงใช้อำนาจผ่านประชาชนทั้งสิ้น
ส่วนตุลาการ การจะทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยของประชาชนได้ ต้องดำเนินการให้เป็นประชาธิปไตยเช่นกัน คือปฏิบัติให้เป็นไปตามกำหนดกฎเกณฑ์ และขั้นตอน ไม่ให้ประชาชนกังขาได้ แม้กรณีใดกรณีหนึ่ง
เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

