เมื่อมองภาพรวมภาพกว้าง เหล่าทัพ ระบบราชการ ตลอดจนการปกครองคณะสงฆ์นั้น พึงหลอมรวมเชื่อมโยงเข้าเป็น “เนื้อเดียวกัน” ในฐานะองคาพยพของ “รัฐราชการ” อันกว้างใหญ่ไพศาล
เพราะอย่างน้อยที่สุด องค์กรหรือองคาพยพเหล่านี้ก็มีระบบระเบียบการทำงาน รวมถึงลำดับชั้นภายในอันสลับซับซ้อนละเอียดลออ ที่ “ล้อ” หรือสอดคล้องต้องตรงกัน
มิใช่เรื่องแปลก ถ้ารัฐกับประชาชนก็ดี หรือข้าราชการประจำกับนักการเมืองก็ดี อาจมีช่องว่างระยะห่างต่อกัน จากตรรกะระบบคิดคนละชุด จนกระทั่งไม่สามารถทำความเข้าใจซึ่งกันและกันได้อย่างสะดวกคล่องแคล่วในบางเวลา
ทว่า รัฐบาลที่นำโดยกองทัพและขับเคลื่อนโดยข้าราชการประจำ นั้น “ไม่น่า” และ “ไม่ควร” จะมีความแปลกแยกกับคณะสงฆ์
ชะตากรรมของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ บ่งบอกถึง “ความน่าจะเป็น” และ “ควรจะเป็น” ของสายสัมพันธ์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
พ.ต.ท.พงศ์พรข้ามห้วยจากตำแหน่งผู้บัญชาการสํานักคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามาเป็นผู้อํานวยการสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ด้วยอำนาจพิเศษตาม “มาตรา 44”
จากช่วงแรกๆ ที่ข้ามห้วยมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อหวังจะ “จัดการ-ชำระล้าง” เรื่องราว “ไม่ชอบมาพากล” บางอย่าง ซึ่งเกี่ยวพันกับวัดวาอารามและคณะสงฆ์
แต่ไปๆ มาๆ จุดประสงค์ข้างต้นก็เริ่มจะแปลกแยก โดดเดี่ยว และกลายเป็น “คนละเรื่อง” กับการทำงาน-ประสานงานร่วมกับพระสงฆ์
นำมาซึ่งการโอน พ.ต.ท.พงศ์พรไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
ต่อมาเมื่อ พ.ต.ท.พงศ์พรทำหนังสือถึงนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อทักท้วงการโอนตนเองไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
จึงมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 220/2560 ซึ่งนายกรัฐมนตรีลงนามด้วยตนเอง ให้ พ.ต.ท.พงศ์พรมาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ตามออกมา
นี่เป็นการยืนยันชัดเจนว่า พ.ต.ท.พงศ์พรต้องย้ายออกมาจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เป็นความชัดเจนที่มีเหตุผลของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มาอธิบายรองรับ ว่าผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม จะต้องเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจ และสามารถร่วมงานกันได้
เป็นความชัดเจน เมื่อมีการโยกนายมานัส ทารัตน์ใจ จากตำแหน่งอธิบดีกรมการศาสนา มาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติคนใหม่ ด้วยภูมิหลังทางการศึกษา ที่ไม่เพียงจบปริญญาโทจากอินเดีย แต่ยังเป็นพุทธศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และเปรียญธรรม 6 ประโยค
กรณีของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ คือบทเรียนสำคัญต่อรัฐบาล และ คสช. ในฐานะผู้กุมการขับเคลื่อนของระบบรัฐราชการไทย
นี่เป็นบทเรียนสำคัญต่อการใช้อำนาจตาม ม.44
นี่เป็นบทเรียนในการปฏิบัติงาน ว่าการ “เข้าใจ-เข้าถึง” ผู้เกี่ยวข้อง พร้อมจะร่วมงานกันอย่างเป็นมิตร และต้องแยก “จุดดี” ออกจาก “จุดเสีย” โดยปราศจากการเหมารวมใดๆ นั้นยังมีความจำเป็น
การเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คือ การพยายามคลี่คลายให้หน่วยงาน-องค์กร ที่ควรเป็นเนื้อเดียวกันโดย “ธรรมชาติ” หรือเป็นอวัยวะต่างส่วนของเรือนร่างเดียวกัน
สามารถกลับมาทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นปึกแผ่นพร้อมเพรียงอีกครั้งหนึ่ง
………………..
ปราปต์ บุนปาน

