ดุลยภาพดุลยพินิจ : ทำไมตุรกีเก็บภาษีได้เก่งกว่าไทย : โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร

ทําไมผู้เขียนสนใจเรื่องภาษี

เพราะจะพัฒนาประเทศไม่ได้ถ้าไม่มีเงิน

ผู้เขียนสนใจตุรกีมานานแล้วด้วยสังเกตว่า แม้จะต่างกันตรงที่ไทยเป็นพุทธ ตุรกีมุสลิม และสถาบันกษัตริย์สำคัญมากในไทยแต่ตุรกีแตกต่าง แต่ในระดับโครงสร้าง คล้ายกันหลายเรื่อง

ณ ปัจจุบันตุรกีมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจและทางสังคมไปในแนวเดียวกับไทย เห็นได้จากโครงสร้างการผลิตสาขาหลักในจีดีพี ที่ตุรกี สัดส่วนของภาคบริการ อุตสาหกรรม เกษตร ต่อจีดีพี คือ 65:27:8 ของไทยใกล้เคียงกันที่ 55:36:9 ประชากรก็ไม่ต่างกันมาก ตุรกี 76 ล้านคน ไทย 65 ล้านคน

ด้านโครงสร้างสังคม ทั้งสองต่างมีกลุ่มชนชั้นนำจำนวนหยิบมือหนึ่งที่นิยมตะวันตกมากๆ ในด้านไลฟ์สไตล์ มีส่วนของสังคมที่อนุรักษนิยมและอิงกับศาสนาหลัก แต่ประชากรส่วนใหญ่มีไลฟ์สไตล์และค่านิยมที่ต่างจากชนชั้นนำเหล่านี้อย่างมากๆ

ความเหมือนอีกประการหนึ่งคือ ทั้งสองประเทศมีกองทัพเป็นตัวแปรสำคัญในทางการเมืองมากว่า 80 ปี

ด้านบทบาทรัฐ จากประมาณทศวรรษ 1980 ทั้งรัฐบาลทหาร และรัฐบาลพลเรือน ส่งเสริมให้เศรษฐกิจผนวกเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก และรัฐทั้งสองไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ประชาชนคนส่วนใหญ่มากเท่าพิทักษ์ชนชั้นนำและชนชั้นกลางส่วนน้อย

สองทศวรรษที่แล้ว ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของทั้งสองประเทศค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นเมื่อย้อนกลับไปสมัยทศวรรษ 2000 จึงมีรัฐบาลออกไปทางประชานิยมคล้ายๆ กัน คือ ทักษิณในเมืองไทย และเอนโดวานที่ตุรกี และมีวิกฤตการเมืองคล้ายๆ กันแบบรัฐประหารสลับกับรัฐบาลพลเรือน

ทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่จะพัฒนาเศรษฐกิจได้เร็ว โดยมีปัจจัยเอื้อด้านยุทธศาสตร์ที่ตั้งที่เสริมด้านเศรษฐกิจ

กล่าวคือ ตุรกีเป็นจุดเชื่อมกับยุโรป ไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของภูมิภาคอาเซียนบนแผ่นดินใหญ่และเป็นจุดเชื่อมกับจีน และทั้งสองประเทศมีประชากรที่ตอบสนองกับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจสูง

แต่ทั้งสองประเทศมีปัญหาตรงที่การเมืองไม่เสถียร กรณีไทยนั้น เกิดจากปัจจัยภายในเป็นหลัก แต่ของตุรกีแย่กว่ามาก เพราะมีทั้งปัญหาจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก เนื่องจากอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งและความอลวนที่สืบเนื่องมาจากการเมืองและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แถมยังสุ่มเสี่ยงกับขบวนการก่อการร้ายมากกว่าไทยมาก

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการที่ตุรกีเมื่อเร็วๆ นี้ เริ่มที่จะต่างจากไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ที่น่าทึ่งมากๆ คือ การจัดเก็บภาษี

ข้อมูลจากโออีซีดี (OECD – Organization for Economic Cooperation and Development หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เป็นองค์กรระหว่างประเทศของประเทศพัฒนาแล้ว) บอกว่า ตุรกีเก็บภาษีทั้งหมดได้คิดเป็นร้อยละ 24 ของจีดีพี เมื่อปี พ.ศ.2543 แล้วเพิ่มเป็นร้อยละ 30 ในปี 2558 ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของโออีซีดีทั้งหมดที่ร้อยละ 34.3

เมื่อเทียบกับไทยจะเห็นความต่างอย่างชัดเจน โดยของไทยต่ำกว่ามากและแทบไม่ได้เปลี่ยนเลย คือสัดส่วนนี้ของไทยเฉลี่ยร้อยละ 18 ของจีดีพีเท่านั้นในช่วงกว่ายี่สิบปีจาก 2536 ถึง 2558

ในเรื่องประเภทภาษี มีรายละเอียดที่น่าสนใจคือ ขณะนี้สัดส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อจีดีพีที่ตุรกีคือร้อยละ 6 เท่ากับของไทย แต่สัดส่วนของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ตุรกีคือประมาณร้อยละ 5 สูงกว่าของไทยที่ประมาณร้อยละ 2 เท่านั้น

ตุรกีทำได้อย่างไร?

เมื่อสาวลึกลงไปพบว่าในปี 2548 นี่เอง ที่ตุรกีจัดการปฏิรูประบบภาษีให้เข้าใกล้ระบบของกลุ่มประเทศโออีซีดี ที่สำคัญคือ ปรับระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้เข้าใกล้ระบบภาษีแบบเบ็ดเสร็จ (comprehensive taxation system) ลดชั้นเงินได้ลงเหลือเพียง 4 ชั้นเพื่อความเรียบง่ายและป้องกันการหลีกเลี่ยงหรือโกง

สำหรับภาษีทุกประเภท ได้ดำเนินการปรับปรุงการบริหารจัดการเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น จัดให้มีระบบข้อมูลแบบบูรณาการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อเป็น support system และจัดระบบข้อมูลสำหรับผู้กรอกแบบภาษีให้มีมาตรฐานเดียวกัน ไม่ยุ่งยากและเข้าใจได้ง่าย

ถ้าตุรกีสามารถปฏิรูประบบภาษีจนเก็บภาษีได้มากเกือบเท่ามาตรฐานเฉลี่ยของโออีซีดีได้ ทั้งๆ ที่สถานการณ์การเมืองมีความขัดแย้งและเป็นปัญหายิ่งกว่าไทยเสียอีก เมืองไทยเราก็น่าจะทำได้ แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลามากกว่า เพราะของเรายังล้าหลังกว่าของตุรกี ณ จุดเริ่มปฏิรูปอยู่มาก

ทำไมตุรกีจึงทำได้

ประการหนึ่งตุรกี มีแรงจูงใจที่จะปฏิรูปตนเองเพราะต้องการเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มโออีซีดี

ประการหนึ่งเพราะรายรับภาษีที่เพิ่มขึ้นเป็นความจำเป็นเนื่องจากประเทศมีภาระการใช้จ่ายเพื่อผดุงสวัสดิการของประชาชนและการสาธารณูปโภคต่างๆ ที่ต้องจัดหาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ประการหนึ่ง การจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิผลเป็นเครื่องแสดงอำนาจและความสามารถของรัฐที่สำคัญ และยังบ่งบอกว่าระบบภาษีต้องมีความชอบธรรมโดยประชาชนเห็นว่าเป็นระบบที่แฟร์หรือเที่ยงธรรมที่สังคมยอมรับได้ มิฉะนั้นจะไม่ได้รับความร่วมมือ
อีกประการหนึ่งกล่าวได้ว่าตุรกีมี political will หรือความปรารถนาและความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อสวัสดิการของสาธารณชน แม้ว่าอาจจะสำเร็จยากหรือมีแรงต้านจากกลุ่มที่ทรงอำนาจจากบางส่วนของสังคมก็ตาม

จำได้ว่าเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารแล้วเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ ได้กล่าวว่าจะนำไทยให้เทียบกับกลุ่มประเทศโออีซีดีให้ได้ใน 20 ปี และเมื่อกลางปี 2560 นี้เองได้แสดงความฝันนี้อีกครั้งหนึ่งในการประชุมประจำปีของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อเปิดตัวแผนฯ 12 โดยตั้งเป้าให้ “ประเทศไทย….เทียบชั้นกลุ่มประเทศโออีซีดี” ในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เติบโตโดยเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี ชนบทไม่แพ้เมืองหลวง และอันดับคอร์รัปชั่นเป็นรองสิงคโปร์เท่านั้น

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมนี้เอง นาย Angel Gurria เลขาธิการของโออีซีดีได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และมีข่าวว่าได้เสวนากันเรื่องความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับโออีซีดี โดยในค่ำวันเดียวกันนั้นนาย Gurria ได้แสดงปาฐกถาในงาน Amartya Sen Lecture เรื่อง Globalization, Inequality and Thailand 4.0 และกล่าวตอนหนึ่งว่า โออีซีดีจะมีโครงการพิเศษสำหรับประเทศไทย เหมือนกับที่โออีซีดีทำกับประเทศเพียงอีก 2-3 แห่งในโลก

ผู้เขียนหวังว่าการปฏิรูประบบภาษีจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการความร่วมมือพิเศษดังกล่าว และไทยจะประสบความสำเร็จได้เหมือนตุรกี

ผาสุก พงษ์ไพจิตร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon