“ตอนแม่กลับบ้าน เชปขอเวลาเธอเพื่อคุยเรื่องทริปวอชิงตันที่กำลังจะมาถึง
“แม่บอกเชปอย่างอดทนว่าจะไม่คุยเรื่องนี้อีกแล้ว นี่เป็นการตอบโต้ที่ถูกต้อง
“เชปหงุดหงิด เดินกระทืบส้นเท้าขึ้นชั้นบน
“สถาปนิกครอบครัวขอให้เชปเข้านอน เชปบอกว่า ขอเวลาอ่านหนังสือสักพักก่อน
“สถาปนิกครอบครัวอนุญาต เชปอ่านหนังสือให้ตัวเองสงบลง 5 นาทีผ่านไป สถาปนิกครอบครัวเตือนเชปว่าหมดเวลาแล้ว เชปปฏิเสธ พี่เลี้ยงบอกว่าหมดเวลาแล้วจริงๆ เชปขัดขืนด้วยวาจา แต่ก็ยอมทำตาม”
อ่านแล้วเหมือนกับหลุดออกมาจากนิยายวิทยาศาสตร์บิดๆ เบี้ยวๆ นะครับ แต่นี่เป็นรายงานที่เกิดขึ้นจริงๆ ในครอบครัวจริงๆ ที่ใช้บริการของบริษัทที่ชื่อว่า Cognition Builders
คุณเคยประสบปัญหาชีวิตส่วนตัวจนรู้สึกว่าไม่รู้จะจัดการด้วยตัวเองอย่างไรไหม เคยรู้สึกอยากจะตะโกนดังๆ ออกมาว่า “ใครก็ได้ ช่วยมาบอกฉันทีว่าฉันต้องทำอย่างไรต่อไป”
หรือเปล่า ไม่มีใครที่จะรู้จักคุณได้ขนาดนั้น ขนาดที่พอจะแนะนำว่าคุณควรทำอย่างไรต่อไป เว้นเสียแต่ว่า เขาจะอยู่กับคุณตลอด 24 ชม. 7 วัน/สัปดาห์
และนั่นก็คือบริการที่บริษัท Cognition Builders ให้, สำหรับครอบครัวที่ประสบปัญหากับการเลี้ยงลูก ลูกของคุณอาจก้าวร้าวเกินไป หรืออาจมีภาวะทางจิตบางอย่าง (เช่น อยู่บนสเปกตรัมของออทิสซึ่ม) คุณรู้สึกว่าจัดการด้วยตัวคนเดียวหรือสองคนไม่ไหว ต้องการ “ผู้เชี่ยวชาญ” มาช่วยจัดการให้ นี่คือบริการสำหรับคุณ
Cognition Builders เปิดบริการตั้งแต่ปี 2006 โดยอิลาน่า คูคอฟ เธอบอกว่า บริษัทของเธอเติบโต 125% ทุกๆ ปี เว็บไซต์ของบริษัทโฆษณาว่า “เราจะอยู่เคียงข้างคุณ ตลอดทุกขั้นตอนของชีวิต” เสนอบริการตั้งแต่โปรแกรม “สถาปนิกครอบครัว” “สถาปนิกอาหารประจำบ้าน” “โปรแกรมสร้างการเรียนรู้” “โปรแกรมระยะเปลี่ยนผ่านสำหรับลูกๆ ที่เพิ่งกลับจากโรงเรียนประจำ หรือโครงการระยะยาวอื่นๆ” ทุกโครงการมีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยหลังจากคุณติดต่อไปที่ Cognition Builders พวกเขาจะจัดหา “สถาปนิกครอบครัว” ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา มาประจำที่บ้านคุณ 1-2 คน โดยคุณสามารถเลือกระยะเวลาที่ให้พวกเขามา “เฝ้าดู” พฤติกรรมคนในบ้านได้ (ยิ่งระยะเวลานานต่อวันยิ่งดี บางครั้งอาจเฝ้าดูถึง 24 ชม./วัน หากเป็นกรณีที่มีปัญหามาก)
ช่วงที่สถาปนิกครอบครัวไม่อยู่ Cognition Builders ก็เสนอบริการ “เฝ้าดู” ให้ผ่านกล้องวงจรปิด เช่น ในครอบครัวหนึ่ง (ที่ยกตัวอย่างข้างต้น) ลูกของพวกเขามีอาการสมาธิสั้น พฤติกรรมก้าวร้าวขึ้นหลังจากครอบครัวย้ายจากต่างประเทศมาอยู่ในนิวยอร์ก จนพ่อแม่ “เอาไม่อยู่” Cognition Builders จึงส่งสถาปนิกครอบครัว 2 คนมาประจำที่บ้าน และติดกล้องวงจรปิด Nest เพื่อเฝ้าดูพฤติกรรมตลอดเวลา (พวกเขาอยากติดกล้องวงจรปิดในห้องนอนของลูกๆ ด้วย แต่ในกรณีนี้ พ่อแม่ไม่ยอม)
หลังจากสังเกตพฤติกรรมและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวแล้ว Cognition Builders จะเริ่มกำหนด “กฎ” ต่างๆ ขึ้นมาให้คนในครอบครัว (โดยเฉพาะลูกๆ ที่มีปัญหา) ปฏิบัติตาม เช่น เมื่อมีแขกของพ่อแม่มาหา ลูกจะต้องกล่าวคำสวัสดี หรือไม่ก็จะถูกเตือน, ลูกๆ ห้ามพูดคำหยาบ ไม่อย่างนั้นจะ “สไตรก์”, เวลาที่อยากได้ความสนใจจากผู้ใหญ่ จะต้องพูดอย่างสุภาพ เช่น “ขอโทษนะครับแม่…” ไม่ใช่ตะโกนเรียก ฯลฯ
เมื่อมีสถานการณ์เกิดขึ้น สถาปนิกครอบครัวจะออกคำแนะนำผ่านทางลำโพงที่ติดกับกล้องวงจรปิด (เช่น อาจดุ หรือ “สไตรก์” ลูกๆ ผ่านทางนั้น) หรือส่งเมสเสจขั้นตอนที่ควรปฏิบัติมาที่โทรศัพท์มือถือของพ่อแม่
ถึงแม้บริการของ Cognition Builders จะประสบผลสำเร็จหากดูจากคำที่ลูกค้าส่วนใหญ่บอก ลูกๆ ของพวกเขามีพัฒนาการที่ดีขึ้นจริงๆ แต่ความรู้สึกที่ว่าบริการแบบนี้ “น่ากลัว” เกินไปก็ไม่อาจหลุดไปจากสำนึกได้
ปัญหาแรกๆ ของบริการนี้คือราคาของมันที่แพงจนครอบครัวหนึ่งบอกว่า “นี่ไม่ใช่บริการสำหรับเศรษฐีเงินล้าน แต่เป็นบริการสำหรับมหาเศรษฐีที่มีเงินเป็นพันๆ ล้าน” ราคาของแพคเกจบริการอาจสูงถึง 125 เหรียญ/ชม. (4,000 บาท) มีครอบครัวหนึ่งที่ใช้บริการ 4 เดือน และต้องจ่ายค่าบริการสูงถึง 80,000 เหรียญ (2.65 ล้านบาท), ในข้อนี้ ผู้บริหารของ Cognition Builders ก็บอกว่า จริงๆ แล้วอยากให้บริการเข้าถึงทุกคนได้ และในอนาคตราคาอาจจะต่ำกว่านี้
ปัญหาต่อมาคือคำถามที่ว่าเราสามารถแก้ไขพฤติกรรม (แย่ๆ) ของลูกๆ ได้โดยไม่เปลี่ยนค่านิยมหรือคุณค่าของครอบครัวไปไหม เช่น หากต้องการให้ลูกๆ “ติดหน้าจอ” น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ เกม หรือโทรศัพท์มือถือ ทำไมเราไม่เอา “จอ” เหล่านี้ออกจากบ้านเสียล่ะ คำแนะนำที่ Cognition Builders ให้ บางครั้งก็เป็นอุดมคติและไม่ปรับเปลี่ยนไปตามลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละครอบครัวเสียเลย (แต่นั่นก็ทำให้เราเกิดคำถามขึ้นมาอีกว่า “แต่ละครอบครัวสามารถมีอุดมคติที่แตกต่างกันได้ไหม”)
นอกจากคำถามเหล่านี้แล้ว บริการอย่าง Cognition Builders ก็ดูจะกระตุ้นความหวาดกลัวของเราที่จะ “ถูกจ้องมองและถูกตัดสินตลอดเวลา” ถึงแม้ว่าเราจะจ้างเขามาให้มองก็ตาม
เมื่อถูกตัดสิน เราก็อาจรู้สึกว่าตัวเองต้อง “ทำให้สมบูรณ์แบบ” “ทำตามคู่มือ” ไม่เช่นนั้นเราก็จะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นมนุษย์ที่ไม่ดีพอ
บริการอย่าง Cognition Builders นั้นอาจแก้ปัญหาได้จริง และมันก็คงมีที่อยู่และที่ยืนจริงๆ ในสังคมของเราทุกวันนี้ ผมคิดว่ามันคล้ายกับธุรกิจไลฟ์โค้ชที่ให้คำแนะนำในการดำเนินชีวิตกับคุณ เพียงแต่มัน “เข้มข้น” และ “แทรกซึม” มากกว่า เราอาจได้เห็นรูปแบบและตลาดที่กว้างขึ้นสำหรับบริการเหล่านี้ในอนาคต ลองนึกถึงแอพพ์ที่ไลฟ์โค้ชจะสามารถติดตามและให้คำแนะนำคุณได้ในทุกย่างก้าวของชีวิตสิครับ คุณคงรู้สึก “ปลอดภัย” ใช่ไหม หากทุกการตัดสินใจไม่ต้องทำโดยลำพัง?
ถ้าเลือกได้ คุณจะยอมแลก “ความเป็นคุณ” กับ “คำตอบที่ถูก” หรือเปล่า?

