หน้าแรก คอลัมนิสต์ คำประณามพจน์ห...

คำประณามพจน์หนังสือ โดย : นิธิ เอียวศรีวงศ์

18.09.17 | 14:59 น.

ผมเพิ่งสังเกตเห็นตัวเองว่า ตั้งแต่ลอกต้อมาหลายปี ผมไม่ได้อ่านหนังสือในไอแพดหรือคอมพิวเตอร์อีกเลย แต่ต้องเสียเงินซื้อหนังสือเล่มมาอ่านแยะมาก กลายเป็นรายจ่ายก้อนโตในแต่ละเดือน ทั้งๆ ที่ผมโหลดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่เคยอ่านมาเก็บไว้มากกว่าหนังสือเล่มที่ผมสะสมหลายเท่าตัว

ที่ต้องอ่านหนังสือเล่ม ก็ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นหนังสือใหม่ที่ไม่อาจหาได้ฟรีๆ ในอินเตอร์เน็ตเท่านั้น เพราะถึงผมอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่เคยอ่าน ก็เป็นของใหม่สำหรับผมอยู่นั่นเอง

มันต้องมีอะไรในหนังสือเล่มมากกว่าสารที่เก็บไว้ในสัญลักษณ์ตัวอักษรแน่ อย่างน้อยก็แก่ผม หรืออาจจะแก่คนอื่นๆ ด้วย

ทำไมการได้จับหนังสือเล่มขณะอ่านจึงมีความสำคัญ ก็เพราะมันให้ความรู้สึกคงทนถาวร ความรู้สึกนี้ส่วนหนึ่งก็ได้จากตัววัสดุอย่างปฏิเสธไม่ได้ อ่านถึงตรงไหนก็เอากระดาษคั่นไว้ หนังสือมันก็นอนรอเราอยู่ตรงนั้นไปตลอด อ่านจบแล้วเก็บวางไว้บนชั้น มันก็ยังรอเราหรือใครอื่นก็ตามอยู่บนชั้น ใครหยิบขึ้นมาใหม่มันก็ยังเฝ้าพูดเหมือนเก่าอีก ผู้อ่านแต่ละคนจะได้ยินเป็นความหมายอย่างไร อาจต่างกันได้

คุณสมบัติแค่นี้ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ก็ทำได้ ซ้ำไม่ต้องหากระดาษมาคั่นเสียด้วย เพราะมีโบคั่นหนังสือให้ใช้บนจออยู่แล้ว เปิดเครื่องเมื่อไร มันกระโดดมายังหน้าที่อ่านค้างไว้ทันที แต่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่ให้ความรู้สึกคงทนถาวรหรอกครับ ปิดเครื่องเมื่อไรมันก็กลายเป็นอากาศธาตุทันที เราได้แต่รู้ว่ามันอยู่ตรงนั้นแน่ เปิดเครื่องเมื่อไรก็ค้นหาได้ง่ายนิดเดียว เพียงแต่ได้แต่รู้ ไม่ใช่รู้สึก

Advertisement

ความรู้สึกคงทนถาวรไม่ได้ปรากฏในใจผู้อ่านฝ่ายเดียว แต่ปรากฏในใจผู้เขียนด้วย ผู้เขียนที่ตั้งใจจะเขียนเพื่อพิมพ์เป็นหนังสือเล่ม ต่างมีจิตใต้สำนึกว่า สิ่งที่เขาเขียนนั้นจะอยู่คงทนถาวร จึงทำให้เกิดภาษาพูดและภาษาเขียนที่ต่างกันในทุกภาษา ในขณะที่ไม่มีความต่างในงานเขียนบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งวับหาย วับหาย

จะเอาคำนี้ไปเรียงกับคำไหนถึงจะสะเทือนอารมณ์ผู้อ่าน จะยกหลักฐานและตรรกะอย่างไร จึงจะทำให้ผู้อ่านคล้อยตาม จะอธิบายอย่างไร จึงจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจความคิดอันสลับซับซ้อนของตนได้ กว่ามันจะ “ไหล” ออกมาจากปลายนิ้วของนักเขียน มันได้ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างยาวนาน และในทุกวาระของการดำเนินชีวิต นับตั้งแต่ในวงเหล้า, ริมหน้าต่าง, ไปถึงส้วมและเตียงนอน

แล้วผลิตผลที่ออกมาคือหนังสือเล่ม ที่หยิบและลูบคลำได้ หยั่งน้ำหนัก พลิกหน้าข้ามไปมา พินิจได้ตั้งแต่ปกไปถึงการเย็บเล่ม ใช้กระดาษประเภทไหน จัดหน้าถูกใจหรือไม่ ตั้งแต่ขนาดของหน้าไปถึงรายละเอียดภายใน หนังสือทุกเล่มเป็นศิลปกรรมในตัวมันเอง

หนังสือเล่มเป็นช่องทางส่งผ่านสารที่ลึกซึ้ง ทั้งศาสตร์และศิลป์มาแต่โบราณกาล รากฐานของอารยธรรมอาจไม่ได้อยู่ที่หนังสือเล่ม แต่อารยธรรมที่ไร้การผลิตหนังสือเล่มเป็นจำนวนมากต่างล่มสลายไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบาบีโลเนีย, อียิปต์, แอสเตค, กรีก-โรมัน, โมเหนโจดาโร และสินธูธรรม ที่อยู่รอดสืบมาจนทุกวันนี้ได้มีอยู่อารยธรรมเดียวคือจีน

เพราะจีนเป็นอารยธรรมเดียวที่พิมพ์หนังสือได้มาเก่าแก่ก่อนใคร จึงสามารถผลิตหนังสือเล่มจำนวนมาก แพร่หลายหรือมีผู้อ่านจำนวนมาก ในขณะที่ในอารยธรรมอื่น ต้องใช้เสมียนนั่งคัดลอกลงบนหิน, ผนังถ้ำ, ผนังอาคาร, บนแผ่นดินเหนียว, บนใบไม้, บนผ้า ฯลฯ จึงมีคนเข้าถึงเพียงจำนวนน้อย ฐานของอารยธรรมแคบนิดเดียว เหมือนเอาอารยธรรมอันใหญ่มหึมาไปตั้งอยู่บนไม้เสียบลูกชิ้น โดน “คนป่า” เผาเมืองทีเดียว ก็สูญสลายไปหมด

ครับ เผาบ้านเผาเมืองนั้น ไม่ควรทำ แต่ยังรับได้มากกว่าเผาหนังสือ

หนังสือเล่มทำให้การอภิปรายความคิดที่สลับซับซ้อนเป็นไปได้ และถ้าความคิดที่สลับซับซ้อนสามารถเผยแพร่ได้ ความคิดใหม่ก็เกิดขึ้นได้ไปพร้อมกัน ผมยอมรับนะครับว่า วาจาที่มาจากการเปล่งเสียงก็สามารถอภิปรายความคิดที่สลับซับซ้อนได้เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นใครจะรู้จักพระพุทธเจ้าหรือโสกราตีสได้ในทุกวันนี้ แต่นั่นก็เพราะสานุศิษย์จดวาจาของท่านลงในหนังสือต่างหาก

แต่ที่สำคัญกว่าการจดของสานุศิษย์ก็คือ หนังสือเล่มหรือการพิมพ์หนังสือเปิดโอกาสให้คนธรรมดาสามารถส่งผ่านความคิดอันสลับซับซ้อนของตนได้ด้วย ไม่เฉพาะแต่มหาบุรุษเท่านั้น ด้วยเหตุดังนั้นเราจึงมีมรดกหนังสือที่ไม่ “อมตะ” อยู่จำนวนมากกว่าหนังสือที่ถูกจัดว่าเป็น “อมตะ” เสียอีก การพิมพ์ในอารยธรรมจีนทำให้เกิดนวนิยายและหนังสือโป๊ในจีน, เกาหลี, และญี่ปุ่น อาจจะก่อนใครในโลกเลยทีเดียว

หนังสือที่ไม่ “อมตะ” นี่แหละ คือเนื้อหนังมังสาของอารยธรรม ถ้าในโลกนี้มีแต่ตำราขงจื๊อ, พระไตรปิฎก และงานของเพลโต อารยธรรมก็เป็นแต่เพียงโครงกระดูก ซึ่งน่าจะผุพังไปหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเทคโนโลยีการพิมพ์สมัยใหม่ซึ่งเกิดขึ้นในยุโรปเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วทำให้หนังสือเล่มแพร่หลายไปในทุกสังคม แต่หนังสือเล่มก็ถูกอ่านภายใต้วัฒนธรรมการอ่านที่แตกต่างกันในแต่ละสังคมอย่างมาก

ผมเคยเห็นในหนังจีนว่า เขาร่ำเรียนงานของขงจื๊อกันอย่างไรในสมัยโบราณ ซินแสชี้ข้อความสองสามบรรทัดให้นักเรียนดู แล้วอ่านให้นักเรียนฟัง ให้นักเรียนอ่านตามจนคล่อง การบ้านคือไปท่องจำข้อความนั้นมาให้ขึ้นใจ ครั้นนักเรียนท่องจนขึ้นใจแล้ว ซินแสก็จะอธิบายความหมายและนัยอันละเอียดอ่อนของมันที่อยู่เบื้องหลังข้อความนั้น (แน่นอน ตามความเข้าใจของซินแส ซึ่งก็คงรับมาจากซินแสของซินแสอีกทีหนึ่ง)

ผมเดาว่า คนที่เรียนการอ่านมาอย่างนี้ คงอ่านหนังสือละเอียดมากทีเดียว ผมไม่ทราบว่าคนจีนในปัจจุบัน ยังอ่านหนังสือละเอียดอย่างนี้หรือไม่ หรือเมื่ออ่านหนังสือพิมพ์อ่านในลักษณะเดียวกับอ่านขงจื๊อ (หรือเหมา) หรือไม่

ครูฝรั่งชอบถามความหมายนัยต่างๆ เท่าที่นักเรียนจับได้ในหนังสือทั้งเล่มหรือทั้งบทหรือทั้งบทความมากกว่า สังเกตว่านักเรียนฝรั่งชอบขีดเส้นใต้ข้อความที่เป็นข้อสรุปหรือทำให้นึกถึงข้อสรุปของความหมายตามนัยต่างๆ เท่าที่เขามองเห็น

ผมเข้าใจว่า วัฒนธรรมการอ่านของไทยมาจากสังคมที่ไม่มีการพิมพ์ นอกจากราชการและการค้าแล้ว เราแทบไม่ใช้ตัวหนังสือสื่อความแก่กันและกันเลย ลูกสาวผู้ดีเท่านั้นที่จะได้รับเพลงยาว เพราะถูกกักตัวอยู่แต่ในสายตาผู้ใหญ่ ชาวบ้านเขาย่อมจีบกันที่ท่าน้ำหรือบ่อน้ำสาธารณะ งานบุญในวัด หรือในตลาด

การอ่านแทบไม่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของคนไทยมาก่อน เราแปลงสารที่เขียนเป็นหนังสือให้ออกมาในรูปอื่นก่อนจะรับมันเสมอ พระเจ้าแผ่นดินทรง “ฟัง” ใบบอกจากหัวเมือง ไม่ได้ทรงอ่านเอง ผู้ใหญ่ที่อ่านหนังสือแตกแล้ว ก็ยังมักนอนฟังลูกหลานอ่านหนังสือให้ฟังมากกว่าอ่านเอง วรรณกรรมที่เขียนกันขึ้นหลายเล่มสมุดไทยนั้น ไม่ได้มีไว้อ่าน แต่มีไว้แสดงเป็นโขน ละครหรือแหล่และเสภา

จนถึงทุกวันนี้ นวนิยายที่ขายดิบขายดีนั้น เอาเข้าจริงคนส่วนใหญ่จะรู้จักได้ก็ต่อเมื่อเอามาทำเป็นละครทีวี ไม่ต่างจากรามเกียรติ์, อิเหนา, ขุนช้างขุนแผน, สมัยก่อนแต่อย่างไร

การอ่านเพื่อรับสารจากตัวหนังสือ (เพื่อรู้, เพื่อคิด, หรือเพื่อรู้สึกก็ตาม) จึงเป็นวัฒนธรรมนำเข้า จากจีนหรือจากฝรั่ง ผมก็ไม่แน่ใจ

ด้วยวัฒนธรรมการอ่านที่อ่อนแออย่างนี้ หนังสือเล่มในสังคมไทยคงตายลงอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้ (แม้ว่าปัจจุบันยังเป็นส่วนที่ยังรอดอยู่ในธุรกิจสิ่งพิมพ์) หนังสือเล่มคงแพงขึ้นอย่างรวดเร็วจนรายได้ของผมไม่พอจะซื้อได้อีก เพราะตลาดหนังสือเล่มแคบลงอย่างมาก

ถ้าไม่ตายลงเสียก่อน ก็คงต้องกลับไปอ่านบนหน้าจอ ซึ่งข้อเขียนใหม่ๆ มักเป็นข้อเขียนที่ทั้งผู้อ่านและผู้เขียนต่างรู้อยู่แล้วว่าวับหาย วับหาย

จึงขอกระทำสาธุการหนังสือเล่มไว้ ณ โอกาสนี้