หน้าแรก คอลัมนิสต์ กรณี โรดแมป ฐ...

กรณี โรดแมป ฐาน “ความเชื่อมั่น” การเมือง คสช.

19.09.17 | 12:36 น.

แรกที่มีการกำหนด “กรอบ” เวลาใน “การเลือกตั้ง” หลุดออกมาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะต้องเกิดขึ้นภายในเดือนสิงหาคม 2561

ได้ก่อให้เกิดความตื่นตัวเป็นอย่างมาก

เป็นความตื่นตัวที่นักการเมืองและพรรคการเมือง ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนา บังเกิดความหวัง

1 หวังว่าจะมีการปลดล็อกให้กับพรรคการเมือง

ขณะเดียวกัน 1 หวังว่าเมื่อปี่กลองของการเลือกตั้งโชยกรุ่นเข้ามาเหล่านี้ย่อมเป็น “โอกาส” ให้กับพรรคการเมืองและนักการเมืองได้เคลื่อนไหว

Advertisement

ขณะเดียวกัน คสช.และรัฐบาลก็มีความตื่นตัว

ตื่นตัวและสงสัยว่า “กรอบ” เวลาที่การเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นภายในเดือนสิงหาคม 2561 มีรากฐานมาอย่างไร

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงถูกตั้งคำถามจาก คสช.และจากรัฐบาลกระทั่งต้องออกมายอมรับว่ากรอบเวลาที่ปรากฏเป็นข่าวมิได้เป็น “มติ”

นั่นก็คือ มิได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการ

นั่นก็คือ เสมอเป็นเพียงกรอบเวลาอันมาจาก “เจ้าหน้าที่” ในการทำงานทันทีที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมีผลออกมาในทางเป็นจริง

ทุกอย่างจึงเท่ากับเป็น “ตุ๊กตา”

ขณะเดียวกัน ทาง 1 ประธาน สนช.อันเป็น 1 ใน “แม่น้ำ 5 สาย” อาจคำนวณออกมาว่าหากเป็นภายในปี 2561 ก็ไม่น่าจะเป็นเดือนสิงหาคม

แต่เป็นเดือนพฤศจิกายน หรือธันวาคมมากกว่า

และทาง 1 ทั้ง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ทั้ง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ยอมผูกมัดในเรื่องเงื่อนเวลา

1 โยนให้เป็นเรื่องของ สนช.

1 โยนให้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถกำหนดในประเด็นจาก สนช.ไปยังนายกรัฐมนตรี จากนายกรัฐมนตรีไปยังสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สรุปรวบยอดก็คือ ยังอยู่ในจุดที่ไม่แน่นอน

ถามว่าทั้งๆ ที่ไม่มีใครสามารถกำหนดวันและเวลาของ “การเลือกตั้ง” ได้อย่างแจ่มชัดแล้วเหตุใดจึงปรากฏเดือนสิงหาคม จึงปรากฏเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคมของปี 2561

นั่นเพราะ “รัฐธรรมนูญ”

นั่นเพราะ “โรดแมป” อย่างที่พูดกันกว้างๆ ว่าน่าจะเป็นภายในปี 2561 เป็นการกำหนดมาจากพื้นฐานของ “รัฐธรรมนูญ” เป็นสำคัญ

ทั้งๆ ที่ “รัฐธรรมนูญ” บัญญัติแล้ว ทำไมจึงมีความไม่แน่นอน

แม้กระทั่งหลังสุด นายกรัฐมนตรีเองก็ไปให้คำมั่นระหว่างพบกับนักธุรกิจ นักลงทุนจากญี่ปุ่นกว่า 600 ว่าจะต้องเป็นภายในปี 2561 แต่คนก็ยังไม่ปักใจเชื่อ

เห็นได้จากอาการของพรรคประชาธิปัตย์ ของพรรคเพื่อไทย

นั่นก็เพราะคำพูดของนายกรัฐมนตรีขึ้นอยู่กับ 2 เงื่อนไข กล่าวคือ 1 เงื่อนไขว่ากฎหมายต้องเรียบร้อย และ 1 เงื่อนไขว่าต้องมีความปรองดอง

“เงื่อนไข” อย่างนี้แหละที่ทำให้พะอืดพะอม

เป็นความพะอืดพะอมบนสภาพความเป็นจริงที่การเลื่อน “โรดแมป” เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วและกลายเป็นเรื่องธรรมดาอย่างปรกติยิ่ง

นั่นก็คือ จาก “ปฏิญญาโตเกียว” เป็น “ปฏิญญานิวยอร์ก” ทั้งที่กรอบคือเลื่อนจากปี 2559 มาเป็นปี 2560 แต่แล้วก็เกิดการเลื่อนจากปี 2560 มาเป็นปี 2561 อย่างที่รับรู้กันอยู่

อันเท่ากับยืนยันยุทธศาสตร์ “อยากอยู่ยาว”