หน้าแรก คอลัมนิสต์ อนาคตที่มองไม...

อนาคตที่มองไม่เห็น ของการเมืองไทย โดย : นิธิ เอียวศรีวงศ์

25.09.17 | 14:39 น.

ผมถูกนักข่าวต่างประเทศคนหนึ่งถามว่า คิดว่าอนาคตทางการเมืองของไทยจะเป็นอย่างไร สลับสับเปลี่ยนระหว่างเผด็จการและประชาธิปไตยไปเรื่อยๆ เช่นนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีระบอบใดระบอบหนึ่งที่สามารถตั้งมั่นได้อย่างยั่งยืนหน่อย

ผมตอบว่าเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง คืออาจมีประชาธิปไตยที่ยั่งยืนหน่อยก็ได้ อาจมีเผด็จการที่ยั่งยืนหน่อยก็ได้ หากไม่มีทั้งสองอย่าง ก็คงหลีกไม่พ้นวัฏจักรสลับไปมาระหว่างสองระบอบเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ การที่ระบอบใดระบอบหนึ่งจะยั่งยืนอยู่ได้ ต้องมีกลไกทางสังคมที่ช่วยหนุนอยู่ด้วย ซ้ำร้ายกลไกนั้นหยุดนิ่งไม่ได้เสียด้วย ต้องปรับเปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย ระบบราชการและการศึกษาแผนใหม่ที่ ร.5 ทรงสร้างขึ้น เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยหนุนให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนพอสมควร แต่เมื่อสังคมเศรษฐกิจของสยามเปลี่ยนไปมากขึ้น ระบบทั้งสองอย่างนั้นกลับกลายเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยบ่อนทำลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลง

สังคมไทยเวลานี้เปลี่ยนไปมาก อย่าไปพูดถึง ร.5 เลย แม้แต่สมัยสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ไกลกันสุดกู่แล้ว กลไกอะไรเล่าที่จะช่วยพยุงให้ระบอบเผด็จการหรือประชาธิปไตยดำรงอยู่อย่างยั่งยืนในสังคมไทยปัจจุบันได้ ผมมองไม่เห็นสักอย่าง

มองทางด้านประชาธิปไตยก่อน เพราะมีคนพูดถึงไว้มากจึงเข้าได้ง่ายดี ประชาธิปไตยดำรงอยู่อย่างมั่นคงยั่งยืนได้ในสังคมใด ต้องมีกลไกทางสังคมหรือสถาบันทางสังคมที่ทำงานไปในทางที่ทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งด้วย เช่น พรรคการเมืองที่เป็นของมวลชนจริง สื่อที่เข้มแข็งในการทำหน้าที่ของตน การศึกษาที่ปลูกฝังคุณค่าประชาธิปไตยอย่างมีประสิทธิภาพ โอกาสที่ผู้คนสามารถเข้าถึงข่าวสารข้อมูลได้กว้างขวาง ฯลฯ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ซึ่งผมเรียกว่า “กลไก” ก็ยากที่ระบอบประชาธิปไตยจะยั่งยืนในสังคมนั้นได้

Advertisement

ระบอบเผด็จการก็เหมือนกัน ต้องการกลไกบางอย่างเพื่อให้ยั่งยืนเหมือนกัน กองทัพอย่างเดียวไม่เพียงพอ เช่น ต้องมีหอการค้าที่ไม่ถูกครอบงำจากนายทุนบางประเภทเท่านั้น การร่วมมือกับกองทัพเผด็จการจึงอาจนำความพึงพอใจแก่ผู้คนได้กว้างขวางกว่านายทุนกระจุกมือเดียว สหภาพแรงงาน สมาคมชาวนา สภาอาจารย์ หรือแม้แต่สมาคมวิชาชีพ ก็เหมือนกัน จะเป็นกลไกหนุนช่วยระบอบเผด็จการได้ดี ก็ต่อเมื่อเป็นตัวแทนของกลุ่มคนในอาชีพนั้นๆ ได้จริง ไม่ใช่ชนชั้นนำกลุ่มเล็กๆ ซึ่งมักต่อรองผลประโยชน์เข้ากลุ่มเล็กๆ ของตัวมากกว่าแก่คนในอาชีพนั้นทั้งหมด

ขาดกลไกเหล่านี้ ทั้งผู้นำในระบอบประชาธิปไตยและเผด็จการต่างก็ทำงานและเถลิงอำนาจอยู่ในแก๊งของตนเท่านั้น จึงหาความมั่นคงยั่งยืนได้ยาก

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องไม่ลืมด้วยก็คือ ประชาธิปไตยเป็นทั้งยี่ห้อและเนื้อหา ดังนั้น จึงอาจมียี่ห้อประชาธิปไตย แต่มีเนื้อหาเผด็จการก็ได้ การเข้าสู่อำนาจได้ผ่านกระบวนการที่ยอมรับกันว่าชอบธรรม เช่นการเลือกตั้ง แต่ใช้อำนาจอย่างไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล ยิ่งในสังคมที่ขาดกลไกประชาธิปไตยอย่างที่กล่าวแล้ว การใช้อำนาจอย่างเผด็จการยิ่งทำได้ง่าย ประชาธิปไตยที่มีแต่ยี่ห้อโดยไม่มีเนื้อหาเช่นนี้กำลังระบาดในโลกปัจจุบัน เช่นในตุรกี, พม่า, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ไทยภายใต้ทักษิณและอภิสิทธิ์ ฯลฯ เป็นต้น แต่หากเกิดในประเทศที่กลไกประชาธิปไตยเข้มแข็งอยู่แล้ว ผลกระทบก็น้อยหน่อย เช่นสหรัฐภายใต้ทรัมป์ เป็นต้น

 

ในประเทศไทยนั้น น่าเสียดายที่เกิดรัฐประหารในปี 2549 ขึ้น ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างหนักในช่วงนั้น เป็นโอกาสอันดีที่กลไกประชาธิปไตยที่อ่อนแอในเมืองไทยจะได้พัฒนาขึ้น จะหยุดยั้งระบอบทักษิณที่ทำให้ประชาธิปไตยไทยกำลังจะเหลือแต่ยี่ห้อได้อย่างไร การประท้วงเป็นกลไกสำคัญอันหนึ่ง และการประท้วงในครั้งนั้นก็ได้ผลทางการเมือง คือให้อำนาจแก่ประชาชนในการกำกับรัฐบาลซึ่งได้คะแนนเสียงอย่างท่วมท้นได้บ้าง (ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีอะไร 100% หรือได้หมดเสียหมด)

หากชนชั้นนำเลือกที่จะไม่ใช้รัฐประหาร กลไกประชาธิปไตยจะเรียนรู้ว่า จำเป็นต้องสร้างและพัฒนาสถาบันของตนให้เป็นหลักประกันระบอบประชาธิปไตยได้อย่างยั่งยืนมั่นคง เพราะการประท้วงเป็นกลไกกำกับรัฐบาลที่ได้ผล แต่จะใช้ตลอดไปไม่ได้ เพราะต้นทุนสูงเกินไป (ทั้งแก่บุคคลและแก่สังคมโดยรวม)

ผมคิดว่าแม้แต่กลุ่มนายทุนไทย ซึ่งโตมากับและโตมาเพราะเผด็จการ นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ก็เริ่มปรับตัวที่จะทำงานภายใต้เงื่อนไขของสังคมประชาธิปไตย เขาเผชิญวิกฤตฟองสบู่แตกได้ โดยไม่เรียกร้องหรือสนับสนุนการรัฐประหาร สัญญาณว่าระบอบที่รัฐธรรมนูญ 2540 วางเอาไว้จะดำรงอยู่อย่างยั่งยืนยาวนาน ทำให้นายทุนไทยไม่มีทางเลือกเป็นอื่น นอกจากอยู่กับสภาวะนั้นให้ได้

แต่รัฐประหาร 2549 ทำให้นายทุนรู้ว่าการเมืองไทยไม่ได้ก้าวไปไหน ยังอยู่ใต้เงาทมิฬของชนชั้นนำซึ่งมีกองทัพเป็นเครื่องมือทางการเมือง นายทุนจึงเลือกจะยืนอยู่ฝั่งเดียวกับปฏิปักษ์ประชาธิปไตย เพราะอย่างไรเสียกลุ่มนี้ย่อมจะเป็นผู้สถาปนาระบอบปกครองที่อยู่ได้ยืนนานกว่ากลุ่มประชาธิปไตย (ประสบการณ์ของนายทุนสอนให้รู้เช่นนี้)

สิ่งที่นายทุนที่ไหนก็ตามต้องการคือระบอบที่ยั่งยืนมั่นคงที่สุด เพราะทำให้เขาคาดการณ์เงื่อนไขต่างๆ ในปัจจุบันและอนาคตได้ จึงรู้ว่าจะลงทุนอะไร เมื่อไร อย่างไร หรือควรถอนทุนในกิจการอะไร และอย่างไร

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายก็รู้อยู่แล้วว่าประเทศไทยและสถานการณ์โลกได้เปลี่ยนไปกว่าสมัยสฤษดิ์เสียแล้ว หากประเทศไทยจะมีระบอบเผด็จการที่มั่นคงยั่งยืนได้จริง ต้องเป็นเผด็จการที่ฉลาด เพราะเผด็จการโง่ๆ ไม่สามารถอำนวยให้เกิดเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ หรือสังคม, การเมืองใดๆ ที่มั่นคงได้ และด้วยเหตุนั้นจึงยากที่จะทำให้อำนาจของเผด็จการยั่งยืนได้จริง

หากระบอบเผด็จการจะอยู่รอดในเมืองไทยได้ จำเป็นต้องแปลงอำนาจเผด็จการให้เป็นสถาบัน เพราะสถาบันย่อมสามารถก้าวข้ามความโง่ของบุคคล เกิดระเบียบแบบแผนตายตัวบางอย่างที่สกัดความโง่ของบุคคลมิให้ควบคุมการตัดสินใจไว้คนเดียว สฤษดิ์-ถนอม-ประภาส จะโง่หรือฉลาดนั้นยกไว้ก่อน แต่เผด็จการในรุ่นนั้นได้ทำให้นโยบายและอำนาจกลายเป็นสถาบันหลายอย่างมาก จนแม้แต่หลัง 14 ตุลาแล้ว สถาบันเหล่านั้นก็ยังดำรงอยู่สืบมา เช่นสภาพัฒน์, สภาการศึกษา, บีโอไอ, กระทรวงพัฒนา, อำนาจของนายกฯที่ขยายขึ้น ทั้งในรูปกรมกองในสังกัด และสถานะใน ครม. ฯลฯ ถึงบางสถาบันไม่อยู่ในรูปเก่า มีการปรับเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็ยังคงเป็นสถาบันสืบมา

รัฐธรรมนูญของ คสช.สถาปนาระบอบเผด็จการให้เป็นสถาบันขึ้นจากการเลือกตั้ง สถาบันเหล่านี้ทำให้ไม่มีใครสามารถบริหารบ้านเมืองได้ นอกจากคนที่สถาบันเผด็จการให้การยอมรับเท่านั้น

นี่คือระบอบผสมที่คณะรัฐประหารชุดล่าสุดคิดว่าจะตั้งมั่นอย่างยั่งยืนต่อไปในประเทศไทย

ถ้าใครคิดว่าการณ์จะเป็นไปตามความคาดหวังของคณะรัฐประหาร อนาคตทางการเมืองของไทยก็จะเป็นไปตามนี้ แต่ถ้าใครไม่เชื่อ เพราะมองเห็นความขัดแย้งภายในของรัฐธรรมนูญอยู่มาก ระบอบเช่นนี้ก็ย่อมดำรงอยู่อย่างยืนนานไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่า ระบอบที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้คืออะไร และจะอยู่อย่างยั่งยืนหรือไม่