การที่ศาลฎีกายกคำร้องที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยื่นขอขยายระยะเวลาฎีกา
ในคดีที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายพิภพ ธงไชย, นายสุริยะใส กตะศิลา, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นายอมร อมรรัตนานนท์, นายนรัญยู (ศรัณยู) วงษ์กระจ่าง, นายสำราญ รอดเพชร, นายศิริชัย ไม้งาม, นางมาลีรัตน์ แก้วก่า และนายเทิดภูมิ ใจดี ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)
เป็นเงิน 522,160,947.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ จากกรณีร่วมกันปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อปี 2551 นั้น
ในด้านหนึ่ง นี่คือการดำเนินไปตามครรลองอันถูกต้องเหมาะสมของกระบวนการยุติธรรม
แต่อีกด้าน หากเราพิจารณาสังคมการเมืองไทยผ่านกรอบระยะเวลาที่ยาวนานระดับทศวรรษ นี่ก็อาจถือเป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญ ซึ่งช่วยยืนยันบ่งชี้ถึง “ขาลง” ของ “การเมืองมวลชน”
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคือหนึ่งหมุดหมายสำคัญ ในกระบวนการก่อตัวขึ้นของกลุ่มการเมืองมวลชนนับแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2540
กลุ่มพันธมิตรฯ หรือ “กลุ่มคนเสื้อเหลือง” มีพลังมากพอ จนสามารถจุดกระแสโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อันนำไปสู่การรัฐประหารปี 2549
ขณะที่การเคลื่อนไหวปิดสนามบินในกรุงเทพฯ ก็กลายเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขเร่งเร้า ซึ่งช่วยบีบให้พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 ต้องลงจากอำนาจ และได้พรรคการเมืองที่แพ้การเลือกตั้ง ขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทน
การก่อตัวของการเมืองมวลชนเมื่อกว่าทศวรรษก่อน ยังนำไปสู่ “สงครามเสื้อสี”
เมื่อมวลชนอีกฝ่ายจากพื้นที่ชนบท ซึ่งไม่สามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านหีบบัตรเลือกตั้ง ได้เคลื่อนย้ายตนเองไปสู่ท้องถนนใจกลางเมืองหลวง ก่อนทุกอย่างจะยุติลงด้วยความรุนแรง-เหตุนองเลือด
แล้ววงจรเดิมก็ปรากฏซ้ำๆ เมื่อประเทศไทยได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีกหน เกิดกลุ่มมวลชนรูปแบบใหม่ (ที่อาจเป็นทั้ง “แนวร่วม” และ “ส่วนขยาย” ของ “คนเสื้อเหลือง” ในครั้งกระโน้น) ขึ้นมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล และจบลงด้วยรัฐประหารซ้ำสอง
บางคนอาจเชื่อว่าสังคมไทยจะสามารถก้าวข้ามให้พ้นจากวงจรดังกล่าวได้ หากเรายอมอดทนเรียนรู้กับระบอบประชาธิปไตยและเชื่อมั่นในการเลือกตั้งมากกว่านี้
แต่ขณะเดียวกัน เราก็อาจกำลังก้าวข้ามวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปลายทศวรรษ 2540 ด้วยเส้นทางและวิธีการอีกแบบหนึ่ง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแพ้คดีแพ่งกรณีปิดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรฯ รวมถึงสถานการณ์ที่แกนนำมวลชน “เหลือง-แดง” (ในช่วงปลาย 2540-ต้น 2550) กำลังต้องรับโทษหรือต้องต่อสู้คดีอื่นๆ อีกมากมายนั้น สื่อให้เห็นถึงพลังการต่อรองที่ถูกลดทอนลงตามลำดับของกลุ่มการเมืองมวลชนกลุ่มหลักๆ (ซึ่งหมด “ภาระหน้าที่ทางการเมือง” ไปเรียบร้อยแล้ว)
พร้อมๆ กันนั้น เรายังได้เห็นภาพนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เริ่มเปิดช่องทางการสื่อสารพูดคุยหรือกระบวนการปรองดองกับบรรดานักการเมืองและพรรคการเมือง
ซึ่งคล้ายเป็นการตัดข้ามวงจรทางการเมืองอัน “วุ่นวายยุ่งเหยิง” ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา ไปสู่ภาวะที่เชื่อว่าน่าจะ “สงบราบเรียบ” กว่า ดังในช่วงทศวรรษ 2520
ชะตากรรมของแกนนำกลุ่มการเมืองมวลชนหลายราย และความสัมพันธ์ที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาระหว่าง คสช. กับนักการเมืองบางส่วน
จึงถือเป็น “สองภาพ” ที่ทั้งขัดแย้งสวนทางและเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องต้องกันไปในตัว
……………………
ปราปต์ บุนปาน

