หน้าแรก คอลัมนิสต์ เงาที่สาม โดย...

เงาที่สาม โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

1.10.17 | 16:45 น.

ไม่ว่าจะเป็น ดูไบ หรือลอนดอน

สภาวะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยังเป็นเพียง “เงา” ดั่งที่มีคนมือซน ตัดต่อไปอยู่บนแว่นตาของ อุ้งอิ้ง แพรทองธาร ชินวัตร เท่านั้น

ยังไม่มีใคร เห็นตัวเป็นๆ ของเธอ

จึงเหมือนเงาในน้ำ-แน่นอน ธรรมชาติของน้ำ ย่อมมีความเคลื่อนไหว

ตอนนี้ จึงมีคนเฝ้าดูว่า เงา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในน้ำนั้น จะเป็นเพียง “เงาในน้ำไหว” หรือ “เงาในน้ำที่ปั่นป่วน”

Advertisement

ซึ่งก็ขึ้นกับการตัดสินใจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายทักษิณ ชินวัตร เป็นสำคัญ ว่าจะวางบทบาทจากนี้ไปอย่างไร

หากเคลื่อนไหวอย่างที่คาดกัน คือให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอลี้ภัยในอังกฤษ เพื่อหวังให้ประเทศเจ้าตำรับประชาธิปไตย การันตีว่า ถูกรังแกโดยรัฐบาลจากคณะรัฐประหาร โดยอ้าแขนรับเป็นผู้ลี้ภัย

จากนั้น สองพี่น้อง “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ก็อาจร่วมก่อกระแส โลกล้อมไทย โดยมี “ประชาธิปไตย” เป็นธงนำ ทะลวงเข้ามายังการเมืองภายใน เพื่อหวังผลในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

พร้อมๆ กับการสร้างความเข้มแข็งให้พรรคเพื่อไทย และแถมอาจมี พรรคพันธมิตร หรือพรรคสาขา ขึ้นมาย้อนเกล็ดฝ่ายกุมอำนาจ

หากเป็นเช่นนั้น น้ำคงไม่ใช่เพียงแค่ไหว แต่น่าจะปั่นป่วนเป็น “พายุในแก้วน้ำชา” เลยทีเดียว

แน่นอนว่า ฝ่ายกุมอำนาจในประเทศ ก็คงไม่ยอมอยู่เฉยๆ

คงปิดล้อม-ปิดกั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่ยกเลิกพาสปอร์ตไปจนถึงการใช้แง่มุมกฎหมาย ผ่านรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก ที่ทำให้ไม่อาจเคลื่อนไหวอะไรได้มากนัก

เช่นเดียวกับ การไล่ล่าทรัพย์เพื่อชดใช้ความเสียหายจากโครงการจำนำข้าว ก็คงเข้มข้นขึ้น

และที่ไม่อาจมองข้ามก็คือ ไม้เด็ด ที่ทำให้ คนชินวัตร อีกสักคน กลายเป็น “เงาที่สาม”

ระเหเร่ร่อน เหมือน ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์

เป้าที่ตั้งแท่นไว้แล้ว ก็คือ โอ๊ค นายพานทองแท้ ชินวัตร นั่นเอง

เมื่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในยุคของ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล

เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับนายพานทองแท้ในความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) และ (2)

กรณี รับเช็ค 10 ล้านบาท จากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ บริษัทกฤษดามหานคร ที่เป็นคดีพัวพันเงินกู้กับธนาคารกรุงไทยและธนาคารกรุงเทพ

คดีนี้ ตายแล้วฟื้นขึ้นมาหลายหน

และตอนนี้ถูกทำให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายที่จะล็อกให้นายพานทองแท้เป็น “จำเลย” ให้ได้

แม้ว่า เจ้าตัวและทนาย จะยืนยันว่าเป็นธุรกรรมสินเชื่อตามทางการค้าปกติในธุรกิจทั่วไป

นอกจากนี้ยังมีบุคคล นิติบุคคล รวมทั้งมูลนิธิบางแห่ง เกือบ 200 ราย ที่ได้รับเช็คในทำนองเดียวกันแต่กลับไม่ดำเนินคดี

พุ่งเป้ามาที่นายพานทองแท้กับพวกอยู่กลุ่มเดียว

ทนายความของนายพานทองแท้ ถึงกับตั้งข้อสังเกตว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่เคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัทกฤษดาฯ ติดต่อกัน 20 ปี ตั้งแต่ปี 2535-2555 พนักงานสอบสวนกลับไม่เคยสืบสวนสอบสวนเรื่องการปล่อยกู้เลย

เหมือนจะเชื่อว่าไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ เลย

ผิดกับนายพานทองแท้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก แต่กลับมุ่งเอาผิด ดั่งจะเอาไว้เป็น “ตัวประกัน”

เพื่อสกัดความเคลื่อนไหว ของ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์”

ซึ่งจะได้ผล หรือยิ่งไปทำให้น้ำปั่นป่วนก่อเป็นคลื่นยักษ์ อีกไม่นานก็รู้

………………….

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร