ไม่ว่าจะเป็น ดูไบ หรือลอนดอน
สภาวะของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยังเป็นเพียง “เงา” ดั่งที่มีคนมือซน ตัดต่อไปอยู่บนแว่นตาของ อุ้งอิ้ง แพรทองธาร ชินวัตร เท่านั้น
ยังไม่มีใคร เห็นตัวเป็นๆ ของเธอ
จึงเหมือนเงาในน้ำ-แน่นอน ธรรมชาติของน้ำ ย่อมมีความเคลื่อนไหว
ตอนนี้ จึงมีคนเฝ้าดูว่า เงา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในน้ำนั้น จะเป็นเพียง “เงาในน้ำไหว” หรือ “เงาในน้ำที่ปั่นป่วน”
ซึ่งก็ขึ้นกับการตัดสินใจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายทักษิณ ชินวัตร เป็นสำคัญ ว่าจะวางบทบาทจากนี้ไปอย่างไร
หากเคลื่อนไหวอย่างที่คาดกัน คือให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอลี้ภัยในอังกฤษ เพื่อหวังให้ประเทศเจ้าตำรับประชาธิปไตย การันตีว่า ถูกรังแกโดยรัฐบาลจากคณะรัฐประหาร โดยอ้าแขนรับเป็นผู้ลี้ภัย
จากนั้น สองพี่น้อง “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ก็อาจร่วมก่อกระแส โลกล้อมไทย โดยมี “ประชาธิปไตย” เป็นธงนำ ทะลวงเข้ามายังการเมืองภายใน เพื่อหวังผลในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น
พร้อมๆ กับการสร้างความเข้มแข็งให้พรรคเพื่อไทย และแถมอาจมี พรรคพันธมิตร หรือพรรคสาขา ขึ้นมาย้อนเกล็ดฝ่ายกุมอำนาจ
หากเป็นเช่นนั้น น้ำคงไม่ใช่เพียงแค่ไหว แต่น่าจะปั่นป่วนเป็น “พายุในแก้วน้ำชา” เลยทีเดียว
แน่นอนว่า ฝ่ายกุมอำนาจในประเทศ ก็คงไม่ยอมอยู่เฉยๆ
คงปิดล้อม-ปิดกั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่ยกเลิกพาสปอร์ตไปจนถึงการใช้แง่มุมกฎหมาย ผ่านรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก ที่ทำให้ไม่อาจเคลื่อนไหวอะไรได้มากนัก
เช่นเดียวกับ การไล่ล่าทรัพย์เพื่อชดใช้ความเสียหายจากโครงการจำนำข้าว ก็คงเข้มข้นขึ้น
และที่ไม่อาจมองข้ามก็คือ ไม้เด็ด ที่ทำให้ คนชินวัตร อีกสักคน กลายเป็น “เงาที่สาม”
ระเหเร่ร่อน เหมือน ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์
เป้าที่ตั้งแท่นไว้แล้ว ก็คือ โอ๊ค นายพานทองแท้ ชินวัตร นั่นเอง
เมื่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในยุคของ พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล
เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับนายพานทองแท้ในความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) และ (2)
กรณี รับเช็ค 10 ล้านบาท จากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ บริษัทกฤษดามหานคร ที่เป็นคดีพัวพันเงินกู้กับธนาคารกรุงไทยและธนาคารกรุงเทพ
คดีนี้ ตายแล้วฟื้นขึ้นมาหลายหน
และตอนนี้ถูกทำให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายที่จะล็อกให้นายพานทองแท้เป็น “จำเลย” ให้ได้
แม้ว่า เจ้าตัวและทนาย จะยืนยันว่าเป็นธุรกรรมสินเชื่อตามทางการค้าปกติในธุรกิจทั่วไป
นอกจากนี้ยังมีบุคคล นิติบุคคล รวมทั้งมูลนิธิบางแห่ง เกือบ 200 ราย ที่ได้รับเช็คในทำนองเดียวกันแต่กลับไม่ดำเนินคดี
พุ่งเป้ามาที่นายพานทองแท้กับพวกอยู่กลุ่มเดียว
ทนายความของนายพานทองแท้ ถึงกับตั้งข้อสังเกตว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่เคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัทกฤษดาฯ ติดต่อกัน 20 ปี ตั้งแต่ปี 2535-2555 พนักงานสอบสวนกลับไม่เคยสืบสวนสอบสวนเรื่องการปล่อยกู้เลย
เหมือนจะเชื่อว่าไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ เลย
ผิดกับนายพานทองแท้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก แต่กลับมุ่งเอาผิด ดั่งจะเอาไว้เป็น “ตัวประกัน”
เพื่อสกัดความเคลื่อนไหว ของ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์”
ซึ่งจะได้ผล หรือยิ่งไปทำให้น้ำปั่นป่วนก่อเป็นคลื่นยักษ์ อีกไม่นานก็รู้
………………….
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

