ข้อความปรากฏขึ้นบนหน้าจอ: “ฉันชอบคุยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา กับจิตวิญญาณมากเลย คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเคร่งศาสนา จริงจังเรื่องจิตวิญญาณ อินทั้งคู่ หรือไม่คิดว่าตัวเองอินกับศาสนาและจิตวิญญาณเลยล่ะ?”
“ฉันคิดว่า ฉันเป็นคนเคร่งศาสนานะ แต่ก็ไม่ใช่คนที่อินกับเรื่องจิตวิญญาณอะไรนัก” อีกฝั่งพิมพ์ตอบ
“น่าสนใจมากเลยที่คุณแยกสองเรื่องนี้ คือศาสนา กับจิตวิญญาณออกจากกันได้ คุณนับถือศาสนาอะไร”
“ฉันเป็นชาวยิว”
“ฉันอยากรู้เรื่องประเพณีของคนยิวมากกว่านี้จัง คุณถูกเลี้ยงมาด้วยความเชื่อเรื่องศาสนาหรือเปล่า ครอบครัวเคร่งไหม”
“ก็ใช่นะ”
นี่เป็นบทสนทนาระหว่างแชตบอต (หุ่นยนต์โต้ตอบบทสนทนาอัตโนมัติ) กับมนุษย์ในช่วงท้ายของชีวิต
มันเป็นงานที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันพยายามหาคำตอบหรือหาหนทางที่จะพัฒนาให้ผู้ป่วยระยะสุดท้าย หรือผู้สูงอายุ ‘รู้สึกทำใจได้’ กับสถานภาพของตน และตัดสินใจเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่เรื่องพินัยกรรม งานศพ หรือค้นหาจุดยืนของตัวเองในเรื่องจิตวิญญาณและศาสนาได้ดีขึ้น ผ่านทางงานวิจัยชื่อ Talk About Death: End of Life Planning with a Virtual Agent
เคยมีสารคดีขนาดสั้นเรื่อง Extremis (สามารถดูได้ใน Netflix) ที่ฉายให้เห็นความยากลำบากและความทุกข์ทนทั้งของตัวผู้ป่วยเองและคนรอบข้างเมื่อเขาได้รับการแจ้งข่าวว่าโรคที่เป็นอยู่นั้นคงไม่มีทางรักษาให้หายขาด ซ้ำแต่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนจะทำให้ผู้ป่วยพบจุดจบในเวลาอีกไม่กี่ปี หรือกระทั่งไม่กี่เดือน วันเวลาเคลื่อนไป ผู้ป่วยบางคนก็ทำใจได้และพร้อมที่จะออกเดินทางด้วยความสุข ในขณะที่ผู้ป่วยบางคนที่เหลือก็ยังคงเป็นห่วงโลกทางนี้ และยังอยากรั้งตัวเองไว้ให้อยู่กับคนรอบตัวต่อไป บทสนทนาในช่วงท้ายของชีวิตนั้นแสนสำคัญ และก็สามารถส่งผลให้ผู้ที่กำลังจะจากลา ค้นพบจุดจบของตนเองด้วยความสุขหรือความเศร้าได้เลยทีเดียว
นั่นจึงเป็นโจทย์ของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตัน: พวกเขารู้สึกว่า เพียงการได้สนทนากับคนที่พร้อมจะฟัง ก็สามารถช่วยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ‘เคลียร์’ ตัวเองได้ – แต่ก็นั่นแหละครับ ไม่ใช่ทุกคนที่มีคนที่พร้อมจะฟัง พวกเขาจึงพัฒนาแชตบอตขึ้นมาทำหน้าที่นี้แทน หรือกระทั่งไม่ได้ ‘ทำหน้าที่แทน’ แต่ทำหน้าที่เพื่อ ‘ช่วย’ ให้บทสนทนาไหลลื่นขึ้น หรือสมบูรณ์ขึ้น ในกรณีที่ผู้ป่วยมีคนดูแลอยู่แล้ว โดยทดลองผ่านกลุ่มตัวอย่าง 44 คน ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป โดยมีครึ่งหนึ่งในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ป่วยเรื้อรัง
บอตที่พวกเขาพัฒนาขึ้นสามารถคุยเรื่องเกี่ยวกับการตัดสินใจในช่วงท้ายของชีวิตได้สามประเด็นหลักๆ คือเรื่องพินัยกรรมและสิ่งที่จะทิ้งไว้หลังจากลาลับโลกนี้ไปแล้ว, เรื่องการดูแลทางด้านสาธารณสุขและวิธีปฏิบัติ (เช่นว่า หากผู้ป่วยไม่อยู่ในสภาพที่สามารถสื่อสารได้แล้ว พวกเขาอยากให้ทำอย่างไร หรือมีความต้องการอย่างไรบ้าง) และการเตรียมงานศพของตน
ทีมนักวิจัยระบุไว้ในรายงานว่า ถึงแม้ปัจจุบันโรงพยาบาลหลายแห่งจะมีบุคลากรเพื่อทำหน้าที่คุยกับผู้ป่วยระยะสุดท้ายเพื่อให้ทำใจและเตรียมพร้อมรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น แต่บทสนทนาเหล่านี้อาจไม่รวมไปถึง ‘การสนทนาทางจิตวิญญาณ’ พวกเขารู้ดีว่าการให้คุยเรื่องจิตวิญญาณกับบอตนั้นอาจไม่ได้รับผลตอบรับที่เป็นมิตรนัก เพราะผู้ป่วยอาจรู้สึกว่านี่เป็นเพียงหุ่นยนต์หรือโปรแกรมที่ไม่มีชีวิตจิตใจ แต่พวกเขาก็รู้เช่นกันว่าบางที ‘แค่ได้คุย ก็อาจส่งผลดีแล้ว’ และถ้าผลออกมาดี นี่อาจเป็นประดิษฐกรรมที่ช่วยคนได้จำนวนมาก
บอตนี้สามารถคุยเรื่องจิตวิญญาณและศาสนาได้โดยรองรับ 6 ศาสนา (คริสต์, ยูดาห์, อิสลาม, ฮินดู, พุทธ และซิกข์) และรองรับคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า (atheist), มนุษยนิยมจิตวิญญาณ (spiritual humanist) และมนุษยนิยมแบบฆราวาส (secular humanist) โดยเมื่อระบุได้แล้วว่าคู่สนทนานับถือหรือมีความเชื่อแบบใด ก็จะสามารถโต้ตอบได้อย่างเหมาะสม
ผลลัพธ์คือกลุ่มตัวอย่าง 44 คนยอมรับการคุยกับ
แชตบอต และให้ความเห็นภายหลังว่าพวกเขารู้สึกตื่นกลัวความตายลดลง และมีความพร้อมที่จะเขียนพินัยกรรมและตระเตรียมงานศพมากขึ้น หลังจากทดลองขั้นต้น ทีมก็ทำการทดลองแบบเดียวกันกับกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้น (364 คน) โดยเป็นคนที่ได้รับการแจ้งว่าจะมีชีวิตเหลืออยู่อีกไม่ถึงหนึ่งปี
หัวหน้าทีมวิจัยบอกว่า ประโยชน์ของแชตบอตที่เห็นได้ชัดคือมันจะช่วยเหลือผู้ป่วยที่รู้สึกแยกขาดจาก
สังคมมากๆ หรือผู้ป่วยที่ไม่อยากคุยเรื่องการตระเตรียมการตายกับมนุษย์คนอื่น ซึ่งก็เข้าใจได้นะครับ, บางทีเราก็ไม่อยากคุยเรื่องพวกนี้เพราะมันก็ต่างเป็นเรื่องที่พูด
ยาก พูดแล้วชวนให้ลำบากใจ, ทำให้กับหุ่นยนต์หรือ
หน้าจอ เราก็อาจสบายใจที่จะพิมพ์คุยกับมันมากกว่า
นอกจากนั้น ตัวแชตบอตนี้ยังได้รับคำวิจารณ์จากมูลนิธิที่ทำงานเกี่ยวกับบทสนทนาในช่วงสุดท้ายของชีวิตชื่อ The Conversation Project ด้วยว่า “มนุษย์บางคนอาจละอคติตัวเองไม่ได้เท่าไร เมื่อต้องคุยเรื่องยากๆ อย่างเรื่องความตาย ดังนั้น บางคนก็เลยอาจจะรู้สึกว่าคุย
กับแชตบอตนั้นง่ายกว่า”
เมื่อพูดถึงหุ่นยนต์ หรือระบบอัตโนมัติ เรามักรู้สึกหรือได้ยินคำวิจารณ์กันบ่อยๆ ว่า มัน “แข็ง” หรือมัน “ไม่เป็นมนุษย์”-ผมคิดว่าตัวอย่างหุ่นยนต์โต้ตอบอัตโนมัติในงานวิจัยนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราได้เห็นว่าความ “แข็ง” หรือ “ไม่เป็นมนุษย์” ของมันนั้นกลับกลายมาเป็นประโยชน์-ประโยชน์ตรงที่ว่าเรารู้สึก ‘สบายใจ’ กว่าที่จะได้คุยกันมัน
น่าสนใจที่ความไม่เป็นมนุษย์นี้กลับกลายมาเป็นประโยชน์ในช่วงเวลาที่เราเป็นมนุษย์ที่สุด อย่างเช่นจุดจบของชีวิต

