หน้าแรก คอลัมนิสต์ แผนปรับภาษีขอ...

แผนปรับภาษีของทรัมป์ โดย วีรพงษ์ รามางกูร

5.10.17 | 13:30 น.

ที่กำลังเป็นข่าวฮือฮากันอยู่ในอเมริกาและทั่วโลกก็คือ แผนการปรับโครงสร้างภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา แผนการลงโทษนายทุนอเมริกาที่นำเงินไปลงทุนในต่างประเทศแล้วนำสินค้ากลับเข้ามาขายในสหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกานั้นรูปแบบการปกครองเป็นแบบสมาพันธรัฐ ที่ประกอบด้วยมลรัฐต่างๆ 50 มลรัฐ แต่เป็นสมาพันธรัฐที่มีรัฐบาลกลาง ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นรัฐบาลกลางที่มีอำนาจและขนาดของกิจกรรมที่มาก มีงบประมาณขนาดใหญ่กว่าที่สมาพันธรัฐควรจะเป็น จึงกลายเป็นการปกครองแบบสหรัฐ หรือ Federation ไม่ใช่ Confederation

มีรัฐบาลมลรัฐ ขณะเดียวกันภายในมลรัฐก็มีรัฐบาลท้องถิ่นในรูปแบบต่างๆ มากมาย แต่ละท้องถิ่นนั้นก็มีพลเมืองมากมาย มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดรายได้จากภาษีอากรมากหรือน้อยอย่างไร

ภาษีทรัพย์สินก็ดีและภาษีการค้าก็ดีเป็นของท้องถิ่น ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ทั้งรัฐบาลกลางสหรัฐและรัฐบาลมลรัฐมีอำนาจจัดเก็บ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่รัฐบาลกลางมีอำนาจจัดเก็บนั้น มีอัตราสูงกว่าอัตราการจัดเก็บของมลรัฐเป็นอันมาก เพราะอำนาจหน้าที่มลรัฐมอบให้เป็นอำนาจของประธานาธิบดีนั้นมีมาก ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เช่น การจัดกองทัพบกเรืออากาศ การทำสงคราม การเป็นตำรวจโลกในนามของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ การทำราชการลับของหน่วยประมวลข่าวกลาง หรือ ซี.ไอ.เอ. หรือการทำโครงการเพื่อความมั่นคงต่างๆ เช่น โครงการผลิตอาวุธ โครงการอวกาศของนาซา หรือหน่วยความมั่นคงแห่งชาติ เป็นต้น

นอกจากกิจการเพื่อความมั่นคงแล้ว ยังมีโครงการเพื่อสังคมอื่นๆ เช่น โครงการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน โครงการประกันสุขภาพ โครงการการศึกษา รวมทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในส่วนที่ข้ามหลายมลรัฐ เช่น ทางรถไฟ ทางหลวงระหว่างมลรัฐ ทางด่วน เป็นต้น

Advertisement

เนื่องจากภารกิจหน้าที่ของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกามีมาก อำนาจการเก็บภาษีที่รัฐสภาสหรัฐมอบให้เป็นอำนาจของประธานาธิบดี ที่เป็นทั้งประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาลสหรัฐ จึงมีมากเป็นเงาตามตัว เคยมีผู้เปรียบเทียบว่าประธานาธิบดีสหรัฐก็เหมือนกับสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งอเมริกานั่นเอง แต่เป็นจักรพรรดิที่มาจากประชาชนเลือกเข้ามาและมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี แต่ไม่เกิน 8 ปี เมื่อขณะที่ประกาศเอกราชจากอังกฤษนั้นประเทศส่วนใหญ่ในโลกยังปกครองด้วยระบบกษัตริย์และพระจักรพรรดิอยู่ รัฐธรรมนูญสหรัฐเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรกๆ ของโลก รัฐบาลสหรัฐอเมริกานั้นมีรัฐมนตรีเป็นเพียงเลขาธิการประจำกระทรวงทบวงต่างๆ ของประธานาธิบดี สิทธิขาดอยู่ที่ประธานาธิบดีผู้เดียว ประธานาธิบดีอับบราฮัม ลินคอล์น เคยกล่าวว่า คณะรัฐมนตรีทั้งหมดมีความเห็นอย่างนี้ มีเพียงหนึ่งเสียงไม่เห็นด้วยแต่หนึ่งเสียงชนะ เพราะเป็นเสียงของประธานาธิบดี

โดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะหาเสียงได้เสนอนโยบายลดภาษีกับประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น เมื่อได้รับการเลือกตั้งแล้วก็เป็นพันธกิจที่จะต้องลดภาษี แต่ประธานาธิบดีก็ถือโอกาสปฏิรูปภาษีเสียเลย ภาษีที่รัฐบาลกลางมีอำนาจจัดเก็บก็คือภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจะต้องผ่านรัฐสภาเป็นพระราชบัญญัติ เหตุผลและจุดมุ่งหมายในการปฏิรูปภาษีเงินได้ของทรัมป์มีอยู่ 4 ประการ คือ ประการแรกก็เพื่อให้เป็นระบบภาษีที่ประชาชนเข้าใจง่ายและเป็นธรรมมากขึ้น กรอกแบบฟอร์มภาษีง่ายขึ้น

ประการที่สอง ชนชั้นกลางอเมริกันจะเหลือเงินจากรายได้ไว้จับจ่ายใช้สอยได้มากยิ่งขึ้น เพราะจะเพิ่มค่าลดหย่อนเหมาจ่ายขึ้นเท่าตัว พร้อมกับจะลดอัตราภาษีด้วย ประการที่สาม ประเทศสหรัฐอเมริกาจะเป็นแม่เหล็กของโลก จะยกระดับการทำกิจการและการทำงานของธุรกิจและคนทำงานอเมริกันให้มากขึ้นเพราะจะลดภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ 35 มาเป็นร้อยละ 20 และประการสุดท้าย ระบบภาษีเงินได้ที่จะปรับปรุงใหม่จะทำให้เงินที่นายทุนอเมริกันนำไปลงทุนในต่างประเทศ นับเป็นจำนวนล้านล้านดอลลาร์ จะไหลกลับมาลงทุนในสหรัฐเอง ทำให้เกิดการสร้างงานให้กับคนอเมริกันมากขึ้น

สิ่งที่จะทำสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็คือ เพิ่มค่าลดหย่อนในเรื่องต่างๆ ให้มากขึ้น ยกระดับเงินได้พึงประเมินที่จะไม่ต้องเสียภาษีให้สูงขึ้น กล่าวคือเดิมรายได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ไม่ต้องเสียภาษีคือ 9,325 ดอลลาร์สำหรับคนโสด และ 18,650 ดอลลาร์สำหรับคู่สมรส ต่อไปผู้ที่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับคนโสดคือมีรายได้พึงประเมินไม่ถึง 12,000 ดอลลาร์ และ 24,000 ดอลลาร์สำหรับคู่สมรส แต่อัตราภาษีขั้นต่ำขยับสูงขึ้นหน่อยคือ จากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 12 ดังนั้นอาจจะมีบางคนแม้จะเสียเป็นส่วนน้อยลง แต่อัตราภาษีที่ต้องเสียสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ขั้นของเงินได้พึงประเมินที่มีอัตราภาษีก้าวหน้า เมื่อก่อนมี 7 ขั้น แต่ต่อไปจะเหลือเพียง 3 ขั้น และมีอัตราภาษีเพียง 3 อัตราคือ 12, 25 และ 35 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อัตราภาษีขั้นสูงสุดเดิม 39.6 เปอร์เซ็นต์ ก็จะลดลงมาเหลือ 35 เปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้ที่ไม่ใช้การหักค่าลดหย่อนเหมาจ่ายก็ได้มีการปรับชนิดและอัตราค่าลดหย่อน สำหรับผู้มีบุตรสำหรับการศึกษา รวมทั้งการจ่ายสำหรับแผนบำนาญเลี้ยงชีพด้วย ที่สำคัญทรัมป์จะยกเลิกภาษีมรดก ซึ่งเขาเรียกว่า death tax หรือภาษีการตาย

สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลจะลดลงเหลือร้อยละ 20 ของกำไร ซึ่งต่ำกว่าอัตราโดยเฉลี่ยของโลก 22.5 เปอร์เซ็นต์ บริษัทนิติบุคคลสามารถหักเงินลงทุนใหม่เป็นค่าใช้จ่ายได้ทันทีตั้งแต่ปีแรกและหักค่าเสื่อมได้ 5 ปี ซึ่งเป็นการอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายและค่าเสื่อมของสินทรัพย์คงที่ได้มากที่สุดตั้งแต่เคยมีมา ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องดึงดูดการลงทุนและนักธุรกิจอเมริกันพร้อมๆ กับเป็นแรงจูงใจให้เงินทุนไหลกลับไปลงทุนในอเมริกา

มีผู้วิจารณ์การปรับโครงสร้างภาษีใหม่ของทรัมป์ว่ายังไม่ชัดเจน ผู้มีรายได้ในขั้นต่ำที่อัตราภาษีเดิมคือร้อยละ 10 เพิ่มขึ้นมาเป็นร้อยละ 12 นั้นบางคนอาจจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ผิดจากเงินได้พึงประเมิน ส่วนคนที่รวยจริงๆ นั้นได้ประโยชน์เต็มๆ จากที่เคยเสียภาษีในอัตราร้อยละ 39.6 มาเป็นอัตราที่ต่ำกว่าหรือเกือบเท่ากับร้อยละ 35 ยังไม่มีการประเมินว่า รัฐบาลกลางสหรัฐจะได้เงินภาษีเพิ่มขึ้นหรือลดลงเป็นจำนวนเงินเท่าใด

คงยังจำได้ว่ารัฐสภาสหรัฐเคยออกกฎหมายจำกัดยอดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลางจนไม่มีเงินจ่าย เงินเดือนข้าราชการตรงเวลาเมื่อไม่นานมานี้ เศรษฐกิจของสหรัฐถดถอยอย่างหนักจนนางเจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐประกาศใช้นโยบายปล่อยเงินออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ ที่รู้จักกันในชื่อการผ่อนคลายเชิงปริมาณ “Quantitative Easing” หรือคิวอี QE ถึง 800,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการออกมาซื้อพันธบัตรและหุ้นกู้ในตลาดทุน ทำให้ดอกเบี้ยระยะสั้นลดลง แต่ดอกเบี้ยระยะยาวสูงขึ้น ซึ่งไม่สู้จะได้ผล ไม่มีการลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะการใช้นโยบายการเงินไม่น่าจะได้ผล คราวนี้รัฐบาลรีพับลิกันใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดภาษี

โดยทรัมป์กล่าวว่าเป็นการลดภาษีครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จะได้ผลหรือไม่ได้ผลคงต้องรอฟังรายละเอียดต่อไป เพราะกฎหมายยังไม่ออก กำลังอยู่ในขั้นการทำงานของกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเรียกว่า Ways and Means Committee กับกรรมาธิการวุฒิสภา ซึ่งเรียกว่า Finance Committee กับทีมทำงานของรัฐบาลทำเนียบขาว

เรื่องที่ทรัมป์ปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้ น่าสนใจสำหรับนักวิชาการการเงินการคลังและมหเศรษฐศาสตร์ เพราะเป็นการทดสอบทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ครั้งสำคัญ แม้ว่าจะไม่ใช่การปฏิวัติทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เหมือนเมื่อครั้ง ลอร์ด จอห์น เมนาร์ด เคนส์ เสนอแผนแก้ไขเศรษฐกิจตกต่ำเมื่อปี 1930 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นการปฏิวัติทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาค ที่เรียกกันโดยทั่วไปในวงการเศรษฐศาสตร์ว่า “Keynesian Revolution” จนเปิดสำนักคิดใหม่หรือ Keynesian School of Thought คู่ขนานกับสำนักคิดดั้งเดิม หรือ Classic School of Thought โดยมีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์เป็นผู้นำของสำนักเคนส์ และมหาวิทยาลัยชิคาโกเป็นผู้นำทางสำนักคิดดั้งเดิม อภิปรายถกเถียงกันมานาน จนผู้นำทางความคิดทั้ง 2 สำนักได้สิ้นชีวิตกันไปหมดแล้วจึงได้หยุดถกเถียง การอภิปรายดำเนินไปอย่างเอาเป็นเอาตายเพราะถูกต้องทั้งคู่ แล้วแต่สถานการณ์และระดับการพัฒนาของแต่ละประเทศ หากจะประยุกต์กับประเทศที่เกิดใหม่รวมทั้งเป็นยุคโลกาภิวัตน์ การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศมีความสำคัญมากจนทำให้นโยบายหลายอย่างไม่เกิดผลอย่างที่คาด การคาดหวังและกระแสความเชื่อหรือไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะไปทางไหน บางทีก็ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง แต่กระแสความคาดหวังที่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตกลับมีผลต่อตลาดทั้งในด้านผู้ลงทุน ผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้การจะพยากรณ์ว่านโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์จะประสบความสำเร็จหรือไม่ เป็นสิ่งที่คาดการพยากรณ์ได้ยาก ทำแล้วเงินทุนจะไหลกลับอเมริกาหรือไม่ ถ้าผู้คนคาดการณ์โดยทั่วไปว่าทรัมป์คงไม่ได้รับเลือกเข้ามาเป็นประธานาธิบดีในสมัยที่ 2 แต่ก็ไม่แน่ ทรัมป์อาจจะได้รับเลือกเข้ามาอีกเป็นสมัยที่ 2 ก็ได้

เพราะคนอเมริกันก็บ้าๆ บอๆ พอกันกับประมุขของเขา