จังหวะผู้นำไทยไปเยือนทำเนียบขาวต้นสัปดาห์นี้ ในสหรัฐอเมริกา ถูกกลบด้วยข่าวเหตุการณ์ช็อกโลก คนร้ายกราดยิงฝูงชนมาจากตึกสูงในย่านกาสิโนของลาสเวกัส จนเสียชีวิตไปอย่างน้อย 59 ราย บาดเจ็บกว่าครึ่งพัน
เป็นภาพสะเทือนขวัญที่ทำให้นึกเปรียบเทียบถึงเหตุการณ์ในไทยที่มีการยิงจากที่สูงบนรางรถไฟฟ้าลงมายังวัดปทุมวนารามฯ เมื่อปี 2553 และมีคนตายเช่นกัน
สำหรับเหตุการณ์ที่ลาสเวกัสทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเปิดแถลงในทำเนียบขาวประณามการกระทำของคนร้ายก่อนแล้วจึงกลับมาต้อนรับผู้นำไทยในห้องรูปไข่
คำกล่าวต้อนรับของนายทรัมป์ว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยมาทำเนียบขาวครั้งนี้ สำนักข่าวเจ้าถิ่นในอเมริกาอย่างเอพี รายงานแนบข้อมูลมาด้วยว่า เป็นการต้อนรับผู้นำรัฐบาลทหารของประธานาธิบดีสหรัฐที่หาได้ยากมากในกรุงวอชิงตัน
คือจะบอกว่าถ้าไม่ใช่ท่านทรัมป์ คงไม่ได้มาถึงจุดนี้
แต่กรณีนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย เพราะท่านทรัมป์พูดว่า สองประเทศมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมาก โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงเรื่องการค้า ยิ่งแนบแน่นแข็งแกร่ง
นับจากเหตุรัฐประหารของไทยในปี 2557 บรรดารัฐบาลและนักการทูตทั่วโลกเห็นอยู่ว่า รัฐบาลไทยก็หันเข้าหาจีนมากขึ้นในหลายๆ ด้าน นอกเหนือจากเพิ่มการค้าทั่วไปแล้ว การซื้ออาวุธจากจีนก็ลือลั่นไม่ธรรมดา
ในขณะที่ทรัมป์ประกาศนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ถ้ามัวขุ่นเคืองเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนต่อไป เห็นท่าจะขายอะไรไม่ได้
ยิ่งคนเป็นนักธุรกิจใหญ่ เคยมาจัดประกวดนางงามจักรวาลที่เมืองไทยด้วยแล้ว การเปิดทำเนียบขาวต้อนรับครั้งนี้ต้องมีกำไรมากกว่าการนิ่งเฉยต่อไปแน่
ส่วนจะเป็นอะไรนั้นคงค่อยๆ เฉลยตามมา
สภาพการณ์นี้อาจทำให้ผู้ศรัทธาประชาธิปไตยห่อเหี่ยวอยู่บ้าง แต่ก็คงไม่ถึงกับให้ผันไปเป็นแนวอำนาจนิยมได้ในชั่วพริบตา
เพราะเรื่องแย่ๆ ที่เกิดกับประเทศหรือบุคคลประชาธิปไตยไม่ใช่บทสรุปที่จะต้องมาใช้โจมตีหรือบั่นทอนหลักการที่เป็นเนื้อแท้
ในเมื่อประชาธิปไตยเป็นการขับเคลื่อนเพื่อสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมของทุกคนในการต่อรองประโยชน์ร่วมกัน จึงต้องเผชิญบททดสอบอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่สิ่งที่สมบูรณ์แบบอยู่นิ่งๆ หรืออยู่บนหิ้งแตะต้องไม่ได้
การจะบอกว่าตำรวจสเปนไปไล่ตีขัดขวางชาวคาตาลันลงประชามติจนหัวร้างข้างแตกเป็นตัวอย่างความวุ่นวายในประเทศประชาธิปไตย…ก็ไม่ถูกนัก
การจะบอกว่านางซูจี ผู้เคยเป็นไอดอลประชาธิปไตยและมาจากการเลือกตั้งกลับทำนิ่งเฉยต่อกรณีโรฮีนจา แสดงว่าประชาธิปไตยช่วยอะไรไม่ได้เลย…ก็นับว่าผิดอีก
การที่ท่านทรัมป์ต้อนรับรับผู้นำรัฐประหารได้อย่างชื่นมื่นก็ไม่ใช่เพราะประชาธิปไตยไม่มีความหมายอีกต่อไป
ตรงกันข้าม ถ้าไม่มีประชาธิปไตยแล้ว เรื่องราวเหล่านี้จะปรากฏให้คนในสังคมถกเถียงกันได้หรือไม่ จะทำให้รู้ตัวหรือไม่ว่าอะไรเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข ปรับปรุง
อาจจะต้องอยู่กันไปแบบหลอกๆ ลวงๆ และปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องมีประชาธิปไตยก็ได้
………………
ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

