
ปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับปัญหาโรฮีนจาระลอกล่าสุดตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คือการโต้คารมกันไปมาระหว่างชาวพม่า สื่อพม่า และสื่อระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าวขนาดใหญ่อย่างบีบีซี, ซีเอ็นเอ็น, รอยเตอร์ส, สำนักข่าวเอพี, หรือแม้แต่สื่อจากไทย เช่น บางกอกโพสต์ อันเป็นสื่อกระแสหลักที่กล่าวได้ว่า “เชียร์” พม่าและสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยในพม่า พรรค NLD และออง ซาน ซูจีมาโดยตลอด แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์โรฮีนจาขึ้น สื่อต่างชาติหรืออาจกล่าวรวมๆ ว่าใครก็ได้ที่สนับสนุนชาวโรฮีนจากลายเป็นศัตรูของชาวพุทธในพม่า กระแสเกลียดชังชาวต่างชาติ (xenophobia) รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศและองค์กรสิทธิต่างๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของออง ซาน ซูจี และรัฐบาล NLD กลายเป็นศัตรูของชาวพุทธในพม่าไปโดยปริยาย สื่อและโซเชียลมีเดียในพม่าพร้อมใจกันประณามการทำงานของสื่อต่างชาติ และมองว่านานาชาติมองปัญหาในรัฐยะไข่เพียงด้านเดียว
ตลอด 1 เดือนเศษที่ผ่านมา สื่อต่างชาติเกือบทุกสำนักล้วนตั้งคำถามว่าศาสนาพุทธและชาวพุทธในพม่าเป็นผู้รักสันติและ “ธรรมะธรรมโม” จริงหรือ แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นในทางตรงกันข้าม ในขณะนี้สื่อต่างชาติต่างมองว่าชาวพุทธในพม่าเป็นผู้ร้าย และเป็นผู้สนับสนุนให้มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮีนจา และยังตั้งคำถามต่อว่าออง ซาน ซูจีเป็นผู้รักสันติภาพและยังควรได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรสตรีที่อุทิศตนให้การเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าอีกหรือไม่ แม้แต่เซนต์ ฮิวส์ คอลเลจ แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อันเป็นสถาบันที่ออง ซาน ซูจีสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีมา ยังตั้งคำถามในลักษณะเดียวกัน และตัดสินใจถอดรูปวาดของเธอออกจากผนังด้านหนึ่ง
เหตุผลที่สื่อพม่ารวมทั้งสังคมพม่าใช้เพื่อ “ดิสเครดิต” สื่อต่างชาติ และอ้างว่าสื่อเหล่านี้นำเสนอ “ข่าวปลอม” (fake news) และทัศนคติที่ไม่เป็นกลาง มีอยู่ 4 ประเด็นใหญ่ๆ ได้แก่
ประการแรก สื่อต่างชาติทั้งหมดเลือกใช้คำว่า “โรฮีนจา” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับชาวมุสลิมในรัฐยะไข่ว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ (race) หนึ่งที่มีภาษา วัฒนธรรม และที่มาต่างจากชาวมุสลิมอื่นๆ ในพม่า ในขณะที่สื่อพม่ายังมองว่าคนกลุ่มนี้เป็นเพียงผู้อพยพเข้าเมืองจากบังกลาเทศอย่างผิดกฎหมาย และเรียกพวกเขาว่า “เบงกาลี” เพื่อโยนให้ชาวโรฮีนจาเป็นชาวเบงกอลที่มาจากอีกฟากฝั่งหนึ่ง และเพื่อย้ำว่าชาวโรฮีนจามิใช่ประชากรของพม่า
ประการที่สอง สังคมพม่ามองว่าในวิกฤตการณ์ครั้งนี้มาจากการกระทำอันอุกอาจของกองกำลังติดอาวุธนามว่า ARSA ซึ่งมีเครือข่ายกับขบวนการก่อการร้ายขนาดใหญ่นอกประเทศ ด้วยเหตุนี้ ชาวพุทธในพม่าจึงสนับสนุนให้กองทัพปราบปรามทั้ง ARSA และชุมชนโรฮีนจาที่ชาวพุทธมองว่าให้การสนับสนุน ARSA ให้สิ้นซาก และยังมองว่าปัญหาในครั้งนี้มาจากความพยายามของกองทัพเพื่อหยุดยั้งการก่อการร้าย และเพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยของชาติ
ประการที่สาม สื่อพม่าเกือบทั้งหมดนำเสนอข่าวในด้านกลับกัน และมองว่าชาวโรฮีนจาเป็น “ฝ่ายกระทำ” มากกว่าเป็น “ผู้ถูกกระทำ” อย่างที่สื่อต่างชาติเข้าใจ เพราะทั้งชาวพุทธและชาวฮินดูในยะไข่ต่างก็ถูกสังหารโดยกองกำลัง ARSA เช่นกัน และ
ประการที่สี่ คือสื่อต่างชาติพุ่งเป้าโจมตีออง ซาน ซูจีอย่างจงใจในวิกฤตการณ์คราวนี้ ในบางช่วง สื่อต่างชาติให้ความสนใจท่าทีของออง ซาน ซูจีเป็นหลัก และพยายามจะทำให้เธอเป็น “แพะรับบาป” ของปัญหาที่ละเอียดอ่อนนี้ สังคมพม่าถือว่าการโจมตีวีรบุรุษเพื่อประชาธิปไตยของพวกเขาเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ และควบคู่ไปกับการเดินขบวนต่อต้านชาวโรฮีนจาเราก็จะเห็นการเดินขบวนและชูป้ายเพื่อสนับสนุนออง ซาน ซูจี เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปในปลายปี 2015 (พ.ศ.2558) ที่กระแสนิยมออง ซาน ซูจีกลับมาโหมกระพืออีกครั้ง

ประเด็นเหล่านี้สร้างกระแสที่สื่อในพม่าเรียกว่า “วิกฤตสื่อ” เพราะสื่อในพม่าและสื่อนานาชาติมองเหรียญกันคนละด้าน แม้สื่อฝั่งประชาธิปไตยที่เคยเป็นสื่อพลัดถิ่นอย่างอิระวดี ก็ยังตั้งคำถามว่าสื่อต่างชาตินำเสนอข่าวด้วยความเป็นกลางจริงหรือ เพราะสื่อต่างชาติให้ภาพเฉพาะสภาพสิ้นไร้ไม้ตอกของชาวโรฮีนจา แต่มิได้ให้ความสนใจกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในรัฐยะไข่ที่ได้ผลกระทบเช่นกัน เย นี (Ye Ni) บรรณาธิการข่าวฝ่ายภาษาพม่าของหนังสือพิมพ์อิระวดีมองว่า ปัญหาในยะไข่มิได้เป็นเพียง “ตัวอย่างของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากหนังสือเรียน” เท่านั้น แต่ยังเป็น “ตัวอย่างของสื่อสารมวลชน [ที่ไม่ดี] จากหนังสือเรียน” ด้วย เส่ง วิน (Sein Win) จากสถาบันวารสารศาสตร์แห่งพม่า วิเคราะห์ว่าสื่อต่างชาติให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนมากเกินไป และการรวบรวมและรายงานข่าวมาจากนักข่าวที่ยังไม่มีประสบการณ์มากพอ ในประเด็นนี้ผู้เขียนยืนยันได้ว่าข้อสังเกตของเส่ง วินนั้นคลาดเคลื่อน สำนักข่าวขนาดใหญ่อย่างบีบีซีส่ง โจนาธาน เฮด (Jonathan Head) นักข่าวอาวุโสที่คร่ำหวอดกับการทำข่าวการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมทั้งไทย) เข้าไปทำข่าว และชี้ให้เห็นว่ามีการโจมตีและเผาทำลายหมู่บ้านของชาวโรฮีนจาเป็นบริเวณกว้างจริง
กระแสความไม่พอใจสื่อต่างชาติที่เลยไปถึงโลกตะวันตกในแง่หนึ่งก็สร้างความวิตกกังวลให้กับชาวพม่าบางส่วน พวกเขาเกรงว่าปรากฏการณ์ “ขวาหัน” ของชาวพม่า ที่เริ่มไม่พอใจระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก จะทำให้พม่าถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลกอีกครั้ง และสุญญากาศทางอำนาจนี้อาจเป็นช่องทางให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงและยึดอำนาจอีกครั้ง จ่อ ซวา โม นักข่าวจาก The Irrawaddy นำกระแสขวาจัดที่กำลังเบ่งบานในพม่าปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับผู้นำขวาจัดอย่างประธานาธิบดี ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดี เออร์โดกาน ของตุรกี ที่ล้วนมีนโยบายต่อต้านโลกตะวันตก
ในกระแสการโจมตีสื่อต่างชาติและความหวาดระแวงโลกตะวันตก และปรากฏการณ์ “ขวาหัน” ของสังคมพม่าในครั้งนี้ ผู้ที่เราควรจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดคือกองทัพพม่า ภายใต้การนำของ พลเอกมิน อ่อง หล่าย เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้นำระดับสูงในกองทัพพม่าที่ผ่านมาหลายรุ่นมีทัศนคติต่อต้านตะวันตกและสมาทานระบอบอำนาจนิยม กองทัพพม่ากำลังซุ่มสังเกตการณ์ปัญหาโรฮีนจาอย่างเงียบๆ บรรดานายพลอาวุโสในกองทัพมองความวุ่นวายนี้จากหอคอยงาช้าง และพบว่าชาวพุทธในพม่ากำลังทำในสิ่งที่กองทัพพม่าต้องการ ทั้งการนำแนวคิดรักชาติแบบสุดโต่งกลับมาปัดฝุ่นใหม่ ตลอดจนการสร้างศัตรูของชาติ และการกร่อนเซาะเสถียรภาพของรัฐบาลพลเรือนภายใต้ NLD เสถียรภาพของกองทัพสร้างขึ้นมาด้วยการสร้างความเกลียดชัง ในปัจจุบัน ชาวพม่าส่วนหนึ่งที่เคยสนับสนุนประชาธิปไตยหันเข้าหากองทัพและมองว่ากองทัพจักต้องปราบปรามโรฮีนจาและ ARSA ให้สิ้นซาก เพื่อธำรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของเชื้อชาติพม่าและศาสนาพุทธอันเป็นที่เคารพสักการะ
และประเด็นเรื่องกองทัพภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินนี้เองที่เป็นเรื่องที่สื่อพม่าไม่ค่อยกล้าแตะ และมีสื่อต่างชาติจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะเห็นว่าเป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญที่สุดท่ามกลางวิกฤตการณ์โรฮีนจา
ลลิตา หาญวงษ์
[email protected]
