ในส่วนของ “ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการในภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และธรรมาภิบาลในสังคมไทย” ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) นั้น
การพัฒนาระยะต่อจากนี้ไป จะเน้นถึงความสำคัญในการเร่งปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นในเรื่องการลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการให้บริการของภาครัฐ รวมทั้งประสิทธิภาพการประกอบธุรกิจของประเทศ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การปรับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตให้อยู่ในระดับที่ดีขึ้น และการลดจำนวนการดำเนินคดีกับผู้มิได้กระทำความผิด
แนวทางการพัฒนาที่สำคัญ ตามแผนฯ ฉบับที่ 12 จึงประกอบด้วย (1) ปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงาน บทบาท ภารกิจ และคุณภาพบุคลากรภาครัฐ ให้มีความโปร่งใส ทันสมัย คล่องตัว มีขนาดที่เหมาะสม เกิดความคุ้มค่า (2) ปรับปรุงกระบวนการงบประมาณ และสร้างกลไกในการติดตามตรวจสอบการเงินการคลังภาครัฐ เพื่อให้การจัดสรรและการใช้จ่ายมีประสิทธิภาพ (3) เพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการให้บริการสาธารณะให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับบริการที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และอำนวยความสะดวกตรงตามความต้องการ (4) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง (5) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อให้สังคมไทยมีวินัย โปร่งใส และยุติธรรม และ (6) ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้มีความทันสมัย เป็นธรรม และสอดคล้องกับข้อบังคับสากลหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ
ว่าไปแล้วประสิทธิภาพในการบริหารจัดการในภาครัฐราชการมักจะตกเป็นจำเลยของสังคม มาทุกยุคทุกสมัย คือตั้งแต่ผมเด็กๆ จนถึงวันนี้ ผมก็ยังได้รับฟังคำตำหนิประเภทที่ว่า “เช้าชามเย็นชาม” และ “โกงกินคอร์รัปชั่น” ตลอดมา ทั้งๆ ที่ภาครัฐราชการได้มีการปรับปรุงวิธีการบริหารจัดการ และกระบวนการทำงานมากมายหลายรูปแบบ จนหลายหน่วยงานเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว
ดังนั้น ปัญหาจึงอยู่ที่ความสามารถในการเรียนรู้จากหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จ และแสดงถึงผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนจับต้องได้คือ นอกจากภาครัฐราชการจะต้องใช้เครื่องมือทางการบริหารจัดการ (ของภาคเอกชน) ที่มีอยู่ทั้งหมดอย่างเหมาะสมแล้ว (เช่น OD, MBO, Policy, Management, TQM, Reengineering, Balanced Score Card, Lean Thinking, Six Sigma เป็นต้น) ยังจะต้องทำให้เครื่องมือทางการบริหารเหล่านั้น มีความสอดคล้องเข้าได้กับ “วัฒนธรรมองค์กร” หนึ่งๆ ด้วย ครับผม!..
วิฑูรย์ สิมะโชคดี

