นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า เนื่องจากเกิดใหม่มากกว่าการตาย ในเวลานี้ได้มีจำนวนพลเมืองโลกมากถึง 7,600 ล้านคนและต่อไปจะเพิ่มมากทวีขึ้นอีก ถ้าไม่มีเหตุใดมาทำให้จำนวนลดน้อยลง เป็นต้นว่า การสงครามหรือโรคภัยที่ร้ายแรงมาลดจำนวนลงเสียมากๆ เป็นพิเศษ ในปี พ.ศ.2643 จะมีจำนวนคนถึง 21,000 ล้าน (ห้าพันล้าน) คน ในเวลานั้นอาจไม่มีที่ดินและอาหารผักพอที่จะเลี้ยงสัตว์ มนุษย์จะต้องกินอาหารผักและข้าวโดยตรงแทนการกินเนื้อซึ่งเป็นการกินผักโดยทางอ้อม
เวลานี้มีคนอยู่ประมาณ 7,600 ล้านคน เรามีจำนวนคนที่อดอยากอยู่มากมายเพียงไร? อีกร้อยปีข้างหน้าเมื่อมีคนถึงหมื่นๆ ล้านคน ภาวะของความจนจะเป็นอย่างไร ความจำเป็นจะบังคับให้คนต้องกินอาหารผักและเมล็ดข้าวเท่านั้น
สำหรับภิกษุ ไม่จำเป็นจะต้องรับรู้มากถึงเหตุผลของฝ่ายโลกดังกล่าวมานี้ก็จริง แต่เพราะเป็นเพศนำของเพศอื่น จึงควรดำรงอยู่ในอาการที่เป็นไปฝ่ายข้างพ้นทุกข์สงบเยือกเย็นอยู่เสมอ ไม่เป็นคนดื้อด้านต่อเหตุผล ไม่เป็นคนเลี้ยงยากไม่เป็นคนละเลยต่อการขูดเกลาความรู้สึกของธรรมดาฝ่ายต่ำ มีการเห็นแก่ตัวหรือความอร่อยของตัว เป็นต้น ไม่เป็นผู้หาข้อแก้ตัวด้วยการตีโวหารฝีปาก แต่จะเป็นคนรักความยุติธรรม รักความสงบ แผ่เมตตาไม่จำกัดวง ไม่จำกัดความรับผิดชอบ พร้อมด้วยเหตุผลอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น ภิกษุจึงไม่ควรนิ่งเฉยต่ออารมณ์ที่เกื้อกูลแก่ความก้าวหน้าในส่วนใจของตนแม้แต่น้อย
การเว้นบริโภคเนื้อ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทรงห้ามหรือฝืนพระราชบัญญัติสำหรับดวงใจที่ประสงค์เพื่อขูดเกลากิเลสของตนดวงใจที่ไม่เอาคนนอกส่วนมากเป็นประมาณ-ดวงใจที่ไม่แพ้ลิ้น-ดวงใจที่ไม่ประสงค์การตีโวหาร การไม่บริโภคเนื้อ ก็เป็นธุดงค์อย่างเดียวกับธุดงค์อื่นๆ ซึ่งทรงตรัสไว้ว่าเป็นการขูดเกลากิเลส แต่ก็ไม่ทรงบังคับกะเกณฑ์ให้ใครถือ แต่เมื่อใครถือก็ทรงสรรเสริญเป็นอย่างมาก เช่น ทรงสรรเสริญพระมหากัสสป ธุดงค์ 13 อย่าง บางอย่าง เช่น เนสัชชิกังคะ ก็ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นพุทธภาษิตนัก แม้จำนวนสิบสาม ก็ไม่ใช่จำนวนที่ทรงแต่งตั้ง เมื่อเช่นนั้น การขูดเกลาใจด้วยการเว้นเนื้อก็เป็นสิ่งที่รวมลงได้ในธุดงค์ หรือมัชณิมาปฏิปทานั่นเอง เพราะเข้ากันได้กับสิ่งที่ทรงอนุญาตในฝ่ายธรรม มิใช่ฝ่ายศีล
คงประหลาดใจหรือสงสัยว่า ผมเห็นแต่จะสนับสนุนมติของตนเอง จึงส่งเสริมให้ฝึกใจด้วยอาหารผัก ข้อนี้ขอตอบว่า เพราะเป็นโอกาสที่จะฝึกฝนทดลอง ขูดเกลา ได้ทุกวันนั่นเอง วิธีอย่างอื่นโดยมากเราต้องคอยระลึกขึ้นมา ไม่ได้ผ่านมาเฉพาะหน้าเราทุกวันๆ เช่น อาหาร และอีกอย่างหนึ่งคนธรรมดาเราก็ติดรสอาหารกันแทบทั้งนั้น มันเป็นเครื่องทดลอง หรือวัดน้ำใจเรา เปรียบเหมือนออกสงครามต่อสู้ข้าศึกอยู่เสมอ ถ้าไม่กลัวว่ามันเป็นเครื่องทดลองวัดน้ำใจเกินไปแล้ว คงเห็นพ้องกับผมทีเดียวว่าเราควรยึดเอาบทเรียนประจำวันบทนี้เป็นแน่ เพราะมันจะเป็นผู้เตือนให้เราฝึกมันทุกวันทีเดียว เป็นบทเรียนที่ยาก แต่เปิดโอกาสให้เราฝึกได้ทุกๆ วัน
ผู้อ่านอาจถามว่า เราจะไปนิพพานด้วยการกินผักกันหรือ? ผมก็อาจตอบได้โดยย้อนให้ท่านตอบในตัวเองว่า เราจะไปนิพพานได้โดยต้องบวชเป็นบรรพชิตเท่านั้นแลหรือ? ถ้าท่านตอบว่า การบวชเป็นเพียงการช่วยให้เร็วเข้าเท่านั้น เพราะฆราวาสก็บรรลุมรรคผลนิพพานได้แล้ว ผมก็พิสูจน์ให้ท่านได้ทันทีว่า การกินผักก็อย่างเดียวกัน เพราะเป็นการฝึกใจ ช่วยให้ไปถึงการชำระตัณหาเร็วเข้า ดังกล่าวแล้ว ถ้าใครจะพยายามพิสูจน์ว่า กินผักเพราะพระพุทธองค์ไม่ฉันเนื้อ หรือกินเนื้อเป็นบาปแล้ว ผมเห็นว่าไม่มีเหตุผลเพียงพออย่างเดียวกัน เพราะเนื้อที่บริสุทธิ์ไม่บาป และพระพุทธองค์ก็ฉันเนื้อ
ขอให้ทราบว่า “การกินผักไม่ได้ถือเป็นลัทธิหรือบัญญัติ” เราฝึกบทเรียนนี้ โดยไม่ได้สมาทาน หรือปฏิญาณ อย่างสมาทานลัทธิ หรือศีล มันเป็นข้อปฏิบัติฝ่ายธรรมทางใจ ซึ่งเราอาศัยหลัก กาลามสูตร หรือ โคตมีสูตร เป็นเครื่องมือตัดสินแล้วก็พบว่าเป็นแต่ฝ่ายถูก ฝ่ายให้คุณโดยส่วนเดียว เป็นการขูดเกลากิเลส ซึ่งพระพุทธองค์สรรเสริญ แต่ถ้าใครทำเพราะยึดมั่น ก็กลายเป็นสีลัพพตปรามาสยิ่งขึ้น และถ้าบังคับกัน ก็กลายเป็นลัทธิของพระเทวทัต
ที่จริงหลัก มัชฌิมาปฏิปทา สอนให้เราทำตามสิ่งที่เรามองเห็นด้วยปัญญาว่าเป็นไปเพื่อความขูดเกลากิเลสเสมอ, แต่เรามองเห็นแล้วไม่ทำ ก็กลายเป็นเราไม่ปรารถนาดีไปเอง ส่วนผู้ที่ยังมองไม่เห็นนั้น ไม่อยู่ในวงนี้ มัชฌิมาปฏิปทาคือการทำดีโดยวงกว้าง
แต่ขออย่าลืมหลักสั้นๆ ว่า เราไม่ได้เสพผักเพื่อเอาชื่อเสียงว่าเป็นนักเสพผัก (Vegetarian) เลย เราก้าวหน้าในการขูดเกลาใจเพื่อยึดเอาประโยชน์อันเกิดแต่การมีกิเลสเบาบางอีกส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้น เมื่อท่านผู้ใดจะวิเคราะห์เหตุผลทั้งหลาย ผมไม่ได้ขอร้องให้ท่านเป็นนักบริโภคผัก เป็นแต่แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ ขอร้องเพียงให้นำไปคิดดู เมื่อท่านคิดแล้วในกาลต่อไปท่านจะเป็นนักบริโภคผักหรือนักบริโภคเนื้อก็แล้วแต่เหตุผลของท่าน พุทธบุตรที่แท้จริง คือ “คนมีเหตุผล” ที่จริงนักบริโภคเนื้อก็ไม่ใช่ผู้อันใครจะพึงรังเกียจเช่นเดียวกับผู้ไม่สมาทานธุดงค์อย่างอื่น เช่น ทรงไตรจีวร หรืออยู่โคนไม้เหมือนกัน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่บังคับ

