Future Perfect เรื่อง DistributedInternet : อินเตอร์เน็ตที่ไม่มีใครเป็น‘เจ้าของ’ (โดย ทีปกร วุฒิพิทยามงคล)

9.10.17 | 12:22 น.

เรามักคิดถึงอินเตอร์เน็ตในฐานะสื่อกลางที่เปิดกว้าง ไม่มีใครเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมันอย่างแท้จริง ชั่วแวบหนึ่ง เราอาจนึกเปรียบอินเตอร์เน็ตเปรียบเหมือนพรมแดนใหม่ที่จะว่าไปก็คล้ายกับดินแดนตะวันตกยุคคาวบอย ที่แสนอิสระ, ไร้กฎหมาย, และเถื่อนถ้ำ แต่เมื่อนึกอีกครั้ง อินเตอร์เน็ตเป็นเช่นนั้นจริงหรือ มัน ‘ไร้กฎหมาย’ จริงไหม เราก็อาจพบว่าไม่จริง
ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตจะเป็นเครือข่ายที่มีลักษณะ ‘กระจายศูนย์กลาง’ (Decentralized) อยู่แล้ว แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไป เราจะเห็นว่า จริงๆ แล้ว พื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ ของอินเตอร์เน็ต ถูกควบคุมด้วยบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ อย่างเช่นเฟซบุ๊กหรือกูเกิล บทความจาก Wired บอกว่า “แน่ล่ะ ใครๆ ก็สามารถโพสต์อะไรลงบนอินเตอร์เน็ตก็ได้ แต่ถ้าไม่มีเฟซบุ๊กหรือกูเกิลลิงก์ไป แล้วคนอื่นจะหาเจอไหม” พูดอีกอย่างคือ หากคุณต้องการ ‘บอก’ อะไรสักอย่างบนอินเตอร์เน็ตแต่เฟซบุ๊กกับกูเกิลไม่เคยลิงก์มาถึง ก็เหมือนกับต้นไม้ล้มในป่า-ที่อาจไม่มีใครเคยได้ยิน-เมื่อไม่ได้ยินก็เหมือนไม่มีอยู่จริง
นอกจากการยึดครองพื้นที่ในแง่นี้แล้ว การยึดครองทรัพยากรในการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต ก็ยังทำให้มันมีความ ‘รวมศูนย์’ มากขึ้นด้วย เช่น Amazon ก็รุกไล่ในกิจการเซิร์ฟเวอร์อย่างแข็งขัน
ตัวผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต อย่างเช่น Comcast หรือ Verizon ในสหรัฐ (หรือ True, ToT ในบ้านเรา) ก็ยังมีอำนาจในการควบคุมว่าคอนเทนต์อะไรที่ควร ‘ปล่อยผ่าน’ และคอนเทนต์แบบไหนที่ควร ‘กักเก็บไว้’ ด้วยกลยุทธ์ต่างๆ อย่างเช่นการบล็อกไม่ให้เข้าถึงไปเลย หรือการบีบแบนด์วิดธ์ ทำให้เนื้อหาบางแบบมีการเข้าถึงช้ากว่าปกติ (เช่น หากพบว่าแบนด์วิดธ์ในการดูวิดีโอจาก Netflix มากเกินไปจนไม่เป็นผลดีต่อรายได้ บริษัทอินเตอร์เน็ต, ในทางทฤษฎี, ก็สามารถบีบให้บริการ Netflix ช้ากว่าปกติ เพื่อทำให้คนดูน้อยลงได้ นี่เป็นประเด็นถกเถียงในเรื่อง Net Neutrality คือ ‘หลักการในการปฏิบัติต่อทุกคอนเทนต์ให้มีลักษณะเหมือนๆ กัน’)
นอกจากนั้น รัฐเองยังมีอำนาจในการกดดันให้ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต หรือเจ้าของเซิร์ฟเวอร์ ‘ถอด’ คอนเทนต์บางอย่างที่รัฐเห็นว่าไม่เหมาะสมออกจากพื้นที่ที่ดูเหมือน ‘อิสระ’ แห่งนี้ด้วย
ด้วยปัญหาทั้งหมดนี้ เราอาจเห็นได้ว่าอินเตอร์เน็ตไม่ได้เป็นพื้นที่เปิดอย่างแท้จริง เดิมทีมันอาจเป็นพื้นที่เปิดในอุดมคติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ‘นายทุน’ ก็เริ่มจับจองพื้นที่ในส่วนต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ และรัฐก็เริ่มออกกฎมาควบคุมการใช้พื้นที่มากขึ้น ไม่ต่างจากการพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมเมื่อหลายร้อยปีก่อน-คำถามคือ ถ้าเราอยากให้อินเตอร์เน็ต ‘ดี’ กว่านี้ (อย่างน้อยก็ในสายตาของคนจำนวนหนึ่ง) เราจะต้องทำอย่างไร?
คำถามนี้นำมาซึ่งแนวคิดที่เรียกว่า Distributed Internet หรือ ‘อินเตอร์เน็ตแบบกระจายศูนย์’ ในปัจจุบันมีโครงการอินเตอร์เน็ตกระจายศูนย์โครงการหนึ่งซึ่งน่าสนใจและเป็นที่พูดถึงมาก คือ IPFS (ย่อมาจาก Interplanetary File System ระบบไฟล์ระหว่างดาวเคราะห์)
โดยง่ายที่สุด, IPFS เสนอวิธีการที่ทำให้เว็บเบราเซอร์ (อย่างเช่น Safari, Firefox, Chrome) ที่เราใช้กันอยู่ ทำหน้าที่เป็นเซิร์ฟเวอร์เพื่อกระจายข้อมูลของเว็บนั้นๆ ไปสู่คนอื่นด้วย นั่นทำให้ตัวเนื้อหาไม่ขึ้นกับเซิร์ฟเวอร์กลางเซิร์ฟเวอร์เดียวอีกต่อไป เพราะเมื่อใดก็ตามที่เนื้อหานั้นถูกเสพต่อไปเรื่อยๆ คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็น ‘เซิร์ฟเวอร์’ ให้กับมันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เว็บไซต์ Neocities (ผู้ให้บริการสร้างเว็บขนาดย่อยที่คล้าย Geocities) บอกว่า “พวกเราเชื่อว่า IPFS จะมาแทนที่ HTTP ได้ มันอาจจะฟังดูบ้า แต่จริงๆ แล้วหากดูให้ดี HTTP นั้นมันห่วยจะตาย และสิ่งที่บ้ากว่าก็คือการที่เราจะยังคงใช้มันต่อไป เราต้องการโปรโตคอล (ขั้นตอนการทำงาน) แบบใหม่สำหรับวงการเว็บ”
เว็บนำเสนอโครงการ IPFS (http://ipfs.io) อ้างว่าด้วยลักษณะการทำงานแบบใหม่นี้จะทำให้เว็บดีขึ้นในหลายทางเมื่อเทียบกับ HTTP ดังนี้
-HTTP นั้น ‘ไม่มีประสิทธิภาพ’ และ ‘แพง’ เพราะทุกเครื่องต้องดาวน์โหลดไฟล์จากเซิร์ฟเวอร์กลาง เปรียบเทียบกันแล้ว หากต้องการสตรีมวิดีโอสักชิ้นหนึ่ง การใช้เครือข่ายแบบ P2P (Peer-to-peer คือวิธีการที่ IPFS เสนอ) จะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งไฟล์ได้มากถึง 60%
-IPFS มีความ ‘ทนทาน’ มากกว่า เมื่อเทียบกับ HTTP พวกเขายกตัวอย่าง Geocities ว่าพอเจ้าของตัดสินใจปิด เราก็ไม่อาจเข้าถึงเนื้อหาในนั้นได้อีกแล้ว และบอกว่า “เราไม่ควรมีสื่อที่เปราะบางขนาดนี้”
-IPFS เชื่อว่าการรวมศูนย์อินเตอร์เน็ตนั้นทำให้เกิดข้อจำกัดหลายๆ อย่าง “การยึดครองพื้นที่อินเตอร์เน็ตที่มากขึ้นเรื่อยๆ นั้นทำให้ความเท่าเทียมและนวัตกรรมลดน้อยถอยลงไป”
-IPFS อ้างว่าวิธีการทำงานของพวกเขาจะเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมที่มีอุปสรรคต่างๆ อย่างเช่นพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติ หรือประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะไม่จำเป็นต้องหวังพึ่งพาการเชื่อมต่อไปยังส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
ทั้งหมดนี้เป็นการอธิบายเรื่องอินเตอร์เน็ตกระจายศูนย์กลางอย่างง่ายที่สุดเท่านั้น ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://ipfs.io ซึ่งถึงแม้โครงการนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น แต่ก็น่าจับตาทีเดียวว่ามันจะมา ‘เขย่า’ วงการอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันไปในทางไหน

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล