ใครๆ ไม่ว่าจะเป็น “ผู้มีอำนาจอยู่เต็มมือ” “ผู้พอจะมีอำนาจอยู่บ้าง” หรือกระทั่ง “ผู้ไร้อำนาจต่อรองใดๆ” ต่างก็พอรู้กันว่า “เวลาทางการเมือง” ของไทยนั้น กำลังงวดเข้ามาทุกที
โดยที่ชะตากรรมในอนาคตอันใกล้ของ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย” ก็อาจเป็นจุดบ่งชี้ประการหนึ่ง ว่ากาลเวลาได้รุกคืบเข้ามากัดกร่อนสังคมการเมืองไทยไปมากน้อยเพียงใดแล้ว
ไปๆ มาๆ ข้อถกเถียงที่ยังไม่ลงตัวในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลับหมุนวนไปสู่การคิดไม่เหมือนกัน หรือการประเมินสถานการณ์ไม่ตรงกัน ของคนกันเองหรือตัวแสดงทางการเมืองที่น่าจะอยู่ในกลุ่มก้อน เครือข่าย เดียวกัน
โดยเฉพาะข้อถกเถียงเรื่อง “ส.ว.สรรหา”
ดูเหมือนความไม่ลงตัวทางความคิดความเห็นที่กำลังก่อตัวขึ้น จะผูกพันอยู่กับความเข้าใจในแนวคิดเรื่อง “เวลา” อันแตกต่างกัน
ฝ่ายหนึ่ง คือ กลุ่มคนซึ่งเข้าใจว่าเส้นของ “เวลา” นั้น เคลื่อนที่เป็น “แนวระนาบ”
โดยที่บางคนของฝ่ายนี้อาจเชื่อว่า “เวลา” ย่อมวิวัฒนาการเป็นเส้นตรง ไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิม อยู่เสมอ
ขณะที่บางคนของฝ่ายนี้อาจยอมรับได้ว่า “เวลา” ย่อมเดินหน้าเป็นบางครั้ง และถอยหลังเป็นบางคราว จึงมิได้วิวัฒนาการเป็นเส้นตรงเชิงก้าวหน้าเสียทีเดียว
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น วิถีแห่งความก้าวหน้าที่ผสมผสานหรือสลับไปสลับมากับลักษณะหมุนวนกลับหลัง ยังต้องดำเนินอยู่บนเส้นของ “เวลาแนวระนาบ”
อันเปิดโอกาสให้กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ (อาจไม่ใช่ทุกกลุ่ม) สามารถถกเถียง ยื้อยุด ผลักดัน เพื่อแสวงหาจุดหมายบางอย่างร่วมกัน ได้อย่างค่อนข้างเท่าเทียมและมีความสมดุล
หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ควรทำให้ “ภาพลักษณ์” ของการต่อรองผลประโยชน์ แลดูมีความเท่าเทียมและสมดุล
นี่คือการต่อสู้ผ่านสถานภาพที่ถูกจัดวางไว้ในระดับเดียวกัน (หรือใกล้เคียงกัน) ของกลุ่มตัวแทนผลประโยชน์หลากหลายกลุ่ม ซึ่งจะสอดคล้องลงรอยไปกับพัฒนาการ (ลุ่มๆ ดอนๆ) ของ “เส้นเวลาแนวระนาบ”
น่าเชื่อว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ตลอดจนสมาชิกหลายรายของพรรคประชาธิปัตย์ ย่อมเข้าใจถึงวิธีการต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งวางฐานอยู่บนแนวคิดเรื่อง “เวลา” ประเภทนี้ เป็นอย่างดี
แต่ก็อาจยังมีบางคนบางฝ่าย ที่เพียรพยายามจะทำให้ “เวลาทางการเมืองไทย” มีลักษณะเป็น “เส้นเวลาในแนวดิ่ง”
ผ่านความเชื่อที่ว่า ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ที่งวดเข้ามา ด้วยความผันผวนปรวนแปร ซึ่งคาดเดาได้ยาก วิธีการเดียวที่จะช่วยประคับประคองสถานการณ์เหล่านั้น ก็คือ การกำหนดวางอนาคตบางด้านไว้ล่วงหน้า จากผู้มีอำนาจเบื้องบน
มนุษย์อาจไม่สามารถขีดเส้น จัดวางอนาคต ได้อย่างหมดจดแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ ทว่า ก็อาจมีเรื่องราวใน “วันพรุ่งนี้” บางเรื่อง ที่พอจะถูกกำหนดเอาไว้ได้ล่วงหน้า
เป็นการสร้างหลักประกันว่าจะมี “ความแน่นอน” บังเกิดขึ้นบ้าง ท่ามกลาง “ความไม่แน่นอน” นานัปการ
แต่ “ความแน่นอน” ย่อมพลิกผันกลายเป็น “ความไม่แน่นอน” ได้ตลอดเวลา
เพราะสุดท้าย มนุษย์ผู้พยายาม “ขีดเส้นเวลา” เพื่อกำหนด “อนาคต” และ “ความแน่นอน” ก็ยังมีสถานะเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกับมนุษย์รายอื่นๆ อีกหลายสิบล้านคน
มิใช่ “พระพรหม” ที่สามารถลิขิตความเป็นไปของโลกมนุษย์เบื้องล่าง ตามอัตวินิจฉัยส่วนบุคคล
นี่ยังไม่นับว่า บรรดาผู้มีความเชื่อเรื่อง “เส้นเวลา” สองแบบ อาจต้องปะทะกันทางความคิดอีกหลายยก จนกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะเคลื่อนไปถึงปลายทาง
ซึ่งยังมิอาจทำนายได้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย

