ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าใครทำงานสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อทีวีและสื่อออนไลน์ ซึ่งต้องไวกับปฏิกิริยาของผู้คนในสังคมเป็นพิเศษ คงพอตระหนักได้ว่า “สถานการณ์อุทกภัย” เป็นหนึ่งในข่าวใหญ่ที่ต้องถูกจับตา
เนื่องจากเป็นทั้งเรื่องใกล้ตัวที่กระทบต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมาก และเรื่องสำคัญที่ผู้บริโภคสื่อให้ความสนใจ
เพียงแต่ก่อนหน้านี้ สถานการณ์น้ำท่วมยังเกิดขึ้นในต่างจังหวัดที่ห่างไกลจากวิถีชีวิตของคนเมืองหลวง (ซึ่งมี “เสียงดัง” มากกว่า)
ทว่า ในที่สุด ฝนที่เทกระหน่ำลงมาในช่วงค่ำ/เช้ามืด ระหว่างรอยต่อของวันที่ 13-14 ตุลาคม 2560 ก็ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร
สร้างผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และทรัพย์สินของประชาชนชาว กทม.บางส่วนมากพอสมควร
“ข่าวน้ำท่วม” จึงถูกไฮไลต์ให้เห็นเด่นชัดขึ้นในชั่วข้ามวัน
คงเปล่าประโยชน์ ถ้าเราจะนำประเด็นน้ำท่วมกรุงเทพฯ เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ไปรับใช้บริบทเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง
และก็คงเป็นการมองสถานการณ์อย่างไม่รอบด้านเพียงพอ ถ้าเราจะชี้นิ้วง่ายๆ ว่าต้นตอปัญหาทั้งหมดเกิดจากพฤติกรรมบกพร่องของหน่วยเล็กที่สุดในสังคมอย่างปัจเจกบุคคล (ซึ่งทิ้งขยะเกลื่อนกลาดไม่เป็นที่เป็นทาง ฯลฯ)
อย่างน้อยที่สุด เหตุน้ำท่วมเมืองหลวงทำนองนี้ก็ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก จึงน่าโยนคำถามใหญ่ๆ ไปยังหน่วยงานรัฐผู้รับผิดชอบว่า ในเรื่องการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับปริมาณน้ำ-ฝนจำนวนมาก, การแจ้งข้อมูลข่าวสาร-การเตือนภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังเฉพาะหน้านั้น
พวกท่านเตรียมพร้อม/ทำงานดังกล่าวได้ดีเพียงใด?
การออกมาขอโทษพี่น้องประชาชน และไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. อาจช่วยลดอุณหภูมิร้อนรนในใจคนเมืองหลวงที่ประสบภัยน้ำท่วมลงไปได้บ้าง
แต่ก็น่าตั้งคำถามต่อว่า กทม.มีแผนการระยะยาวดีพอแค่ไหน? ที่จะรับมืออุทกภัยซึ่งอาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต
เพราะหากนำภาพเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 และ 2560 มาวางซ้อนกัน ก็จะพบว่ามีหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญหน้าปัญหาเดิมๆ ในลักษณะ “ท่วมแล้วท่วมเล่า”
นอกจากนั้น การนำเอาพลังยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและข้อจำกัด/สภาพเฉพาะทางภูมิศาสตร์ มาเป็นข้ออ้างให้กับการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ล้มเหลวก็ฟังไม่ขึ้น ตราบใดที่สังคมเมืองยังคงขยายตัวต่อไป พร้อมการถือกำเนิดขึ้นของบ้าน ชุมชน ระบบคมนาคม และวิถีชีวิตในแบบสมัยใหม่
หน้าที่ของรัฐจึงได้แก่การวางแผนจัดการมิให้ภัยธรรมชาติต่างๆ สามารถคุกคาม หรือสร้างความเสียหายแก่การดำเนินชีวิตของสมาชิกในสังคมได้ทุกเมื่อ
สำหรับสถานการณ์ “เฉพาะหน้า” รัฐ (ราชการ) ยุคปัจจุบัน ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้คน ว่าผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจะสามารถรับมือกับปัญหาอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี
ข่าวลือทางโซเชียลมีเดียต่างๆ คงไม่ถูกแชร์อย่างแพร่หลาย หากคนหมู่มากเชื่อในการบริหารจัดการของภาครัฐ แต่ถ้าพวกเขาไม่เชื่อ เริ่มคลางแคลงใจ หรือรู้สึกว่าไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงจากหน่วยงานรัฐมากเพียงพอ คนเหล่านี้ก็ย่อมหันไปหาข่าวลือต่างๆ เป็นธรรมดา
ถ้าหลังจากนี้ ไม่มี “ฝนหนักๆ” ไม่มี “น้ำรอการระบายนานๆ” ทุกฝ่ายคงโล่งใจ ไม่มีอาการพะว้าพะวัง
แต่หากฝนยังมีแนวโน้มจะมา และน้ำท่วมขังยังมีแนวโน้มจะรอการระบาย รัฐคงจะต้องเร่งสร้างความมั่นใจในหมู่ประชาชน
เพราะต้องไม่ลืมว่าช่วงปลายเดือนตุลาคม ยังมี “งานสำคัญ” รอคนไทยอยู่ ณ พื้นที่ใจกลางกรุงเทพมหานคร
…………….
ปราปต์ บุนปาน

