
ประวัติศาสตร์สังคมในไทยจะค้นคว้าวิจัยไปทำไม? ใช้ทำมาหากินอะไรไม่ได้ เช่น ยุคอยุธยาเกี่ยวกับระบบลำน้ำ, ลักษณะชุมชน บ้านเรือนที่อยู่อาศัย และพาหนะใช้คมนาคมทางน้ำ ฯลฯ
เหมือนความรู้ขึ้นหิ้ง ถูกลืมทิ้งไว้มีมากมหาศาลจนเป็นกองขยะ
ความรู้ขึ้นหิ้ง อาจจำแนกกว้างสุดได้ 2 จำพวก
- นักค้นคว้าวิจัยสงสัยเอง เลยหาคำตอบด้วยตนเอง เพื่อตนเอง ไม่สนองอะไรเลย นอกจากสนองตนเอง
- “วรรณกรรมตัดปะ” ของนักค้นแล้ว “คว้า” มาคัดลอกของเก่าๆ หรือของคนอื่นๆ เพื่อเป็นผลงานของตนเองใช้ขอสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อตัวเองเท่านั้น
ความรู้ขึ้นหิ้ง โดยเฉพาะทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอาจริงเข้าผมเองก็พูดไม่ออก บอกไม่ได้ ไปไม่เป็นว่าจะเอาใช้ทำมาหากินอะไร? ไม่มีใครจ้างทำงานในโรงงาน
มืดแปดด้าน (หรือมากกว่าแปดด้าน) อยู่นานมาก จนได้อ่านล่าสุดถึงตาสว่าง “กระจ่างแจ้งใจมล” แล้วมีคำตอบดังนี้
ความรู้ขึ้นหิ้งมีไปทำไม?
ตอบว่า “เรื่องของกู ไม่ใช่เรื่องของมึง”
ความรู้ขึ้นหิ้งใช้ทำอะไรได้บ้าง?
ตอบว่า “เรื่องของมึง ไม่ใช่เรื่องของกู”
ได้จากของขึ้นหิ้ง
ข้อความที่ทำให้ตาสว่าง ผมอ่านจากบทความเรื่องสเปกของลูกจ้าง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในมติชนรายวัน จะยกมาดังนี้
“ความรู้ที่นำไปใช้ประโยชน์ด้านการผลิตเกือบทั้งหมด นับตั้งแต่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมจนถึงปัจจุบัน ล้วนงอกออกมาจากความรู้ขึ้นหิ้ง ซึ่งผู้ศึกษาวิจัยไม่ได้คิดว่าจะนำไปใช้ทำอะไรทั้งสิ้น
นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศสสามารถคำนวณหาแรงดันของไอน้ำได้ ตั้งแต่ก่อนที่จะมีเครื่องจักรไอน้ำใช้ในฝรั่งเศส อังกฤษคิดเครื่องจักรไอน้ำขึ้นโดยไม่มีความรู้เรื่องนี้ จึงเกิดการระเบิดในเหมืองถ่านหินและเหมืองเหล็กอยู่เสมอ จนเมื่ออังกฤษได้พบความรู้เรื่องแรงดันของไอน้ำที่ฝรั่งเศสค้นพบมาก่อน จึงสามารถสร้างเครื่องจักรไอน้ำที่ปลอดภัยได้
ญี่ปุ่นเป็นเจ้าแรกที่ผลิตวิทยุทรานซิสเตอร์ซึ่งราคาถูกพอที่คนจำนวนมากอาจซื้อไปครอบครองได้ แต่ญี่ปุ่นไม่ได้เป็นผู้ค้นพบทรานซิสเตอร์ ฝรั่งในมหาวิทยาลัยอเมริกันเป็นคนคิดขึ้นก่อน เป็นความรู้บนหิ้งที่ไม่อาจเอาไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางได้ แต่ในปัจจุบัน เราจะมีชีวิตอยู่โดยไม่มีทรานซิสเตอร์ได้หรือ
ผมอยากจะพูดว่า ไม่มีใครในโลกนี้ ไม่ว่าจะฉลาดล้ำลึกสักเพียงใด (อย่าพูดถึงผู้นำเผด็จการทหารของไทย เช่น จอมพล ถนอม กิตติขจร เลย) จะสามารถบอกได้ว่าความรู้บนหิ้งใดที่ไม่มีประโยชน์ใช้สอยเลย
การคิดความรู้ขึ้นหิ้งก็เป็นการสร้างสรรค์ความรู้อย่างหนึ่ง การคิดหาประโยชน์ใช้สอยจากความรู้ขึ้นหิ้งก็เป็นการสร้างสรรค์ความรู้อีกอย่างหนึ่ง และทั้งสองอย่างล้วนอาศัยภูมิปัญญาของมวลมนุษยชาติ ซึ่งล้ำลึกเสียยิ่งกว่ามนุษย์คนหนึ่งคนใดจะหยั่งถึง
ถ้าเรารู้จักวัฒนธรรมของคนอีสานดีกว่านี้ การจัดการด้านแรงงานของเราก็น่าจะมีประสิทธิภาพกว่านี้ด้วย
ปัญหาจึงกลับมาอยู่ที่ ‘กึ๋น’ อีก นักธุรกิจนายทุนไทย, รัฐบาลไทย และมหาวิทยาลัยไทย มีกึ๋นพอจะใช้ประโยชน์จากความรู้บนหิ้งหรือไม่ต่างหาก”
(ที่มา : มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม 2560 หน้า 16)
