หน้าแรก คอลัมนิสต์ ความเป็นมาของ...

ความเป็นมาของอาบัติปาราชิก (2) : โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

22.10.17 | 13:15 น.

มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อ กลันทะ อยู่ไม่ห่างจากพระนครไพศาลี เมืองหลวงแห่งแคว้นวัชชี บุตรเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ สุทิน เป็น “ลูกโทน” ของกลันทะเศรษฐี ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดีตามประสาผู้มีอันจะกินทั้งหลาย

วันหนึ่งสุทินเข้าไปทำธุระบางอย่างในเมืองเห็นประชาชนจำนวนมากกำลังนั่งสงบฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าอยู่ จึงเดินไปนั่งฟังอยู่ที่ท้ายบริษัท เมื่อประชาชนกลับไปกันหมดแล้ว หนุ่มสุทินก็เข้าไปกราบทูลขอบวชอยู่ในสำนักของพระพุทธองค์เพราะเกิดความเลื่อมใสอยากจะครองเพศพรหมจรรย์ดุจดังสาวกองค์อื่นๆ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์จะไม่บวชให้ผู้ที่บิดามารดายังไม่อนุญาต จึงตรัสให้เขาไปขออนุญาตบิดามารดาก่อน

สุทินกลับไปถึงบ้านก็เอ่ยปากขอบิดามารดาบวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์ บิดามารดาทั้งสองไม่ยอมอนุญาต ให้เหตุผลว่า “การครองเพศสมณะเป็นเรื่องยากลำบากมาก ลูกเป็นคนสุขุมาลชาติ ความทุกข์ยากลำบากแม้สักนิดก็ไม่เคยลิ้มรส ลูกจะถือเพศบรรพชิต นอนกลางดินกินกลางทรายได้อย่างไร อีกอย่างลูกก็เป็นลูกชายคนเดียวของตระกูล พ่อแม่หวังจะให้ลูกสืบสกุลของเรา ถ้าลูกออกบวชแล้วใครจะดูแลทรัพย์สมบัติเล่า”

เมื่ออ้อนวอนอย่างไรพ่อแม่ก็ไม่อนุญาต หนุ่มสุทินใจเด็ดจึงเข้าห้องนอนคลุมโปง ไม่ยอมกินข้าวปลาอาหาร มิไยพ่อแม่จะอ้อนวอนอย่างไรก็ไม่ยอม บอกว่าถ้าไม่ได้บวชจะยอมตาย

Advertisement

ร้อนถึงเพื่อนๆ ของหนุ่มสุทิน ต้องมาปลอบโยนเกลี้ยกล่อมต่างๆ นานา ให้สุทินเลิกคิดบวช แต่ก็ไม่สำเร็จ สุทินยืนกรานว่า ต้องบวชให้ได้ ถ้าไม่ได้บวชตายลูกเดียว เด็ดเดี่ยวอะไรปานนั้น เพื่อนๆ ของสุทินจึงบอกพ่อแม่เธอว่า ให้สุทินบวชเถอะ เมื่อได้ไปเห็นว่าชีวิตพระไม่ง่ายดังที่คิด ก็จะสึกมาเอง รับรองไปได้ไม่กี่น้ำดอก

พ่อแม่ของสุทินจึงยอมอนุญาตให้สุทินบวช เมื่อบวชแล้ว พระสุทินก็สมาทานธุดงค์ถึง 4 ข้อคือ อรัญญิกธุดงค์ (อยู่ในป่าตลอด) ปิณฑปาติกธุดงค์ (ถือบิณฑบาตเป็นนิจ คือบิณฑบาตฉันอย่างเดียว ไม่รับนิมนต์ไปฉันในบ้าน) ปังสุกูลิกธุดงค์ (ถือผ้าบังสุกุลเป็นนิจ คือหาเศษผ้ามาทำจีวรเองไม่รับจีวรสำเร็จรูปที่ญาติโยมถวาย) และสปทานจาริกธุดงค์ (บิณฑบาตตามลำดับเรือน คือรับตามลำดับบ้านตามแถวเดียวกัน ไม่ข้ามไปเลือกรับที่โน่นที่นี่ตามใจชอบ) ปลีกตัวออกไปบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ผู้เดียวในป่าใกล้หมู่บ้านชาววัชชีตำบลหนึ่ง

ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีตลอดมา จนกระทั่งคราวหนึ่งพระสุทินเดินทางกลับมายังเมืองไพศาลี พำนักอยู่ที่ป่ามหาวันนอกเมืองไพศาลี เช้าวันหนึ่งท่านเข้าไปบิณฑบาตในเมือง เห็นนางทาสีของตระกูลกลันทะกำลังจะเทขนมค้างคืนทิ้ง ท่านจึงเอ่ยปากว่า น้องหญิง ถ้าขนมนั้นจะต้องทิ้งไป ขอน้องหญิงจงเกลี่ยลงในบาตรของอาตมาเถิด

ตามปกติพระจะออกปากให้เขาเอานั่นเอานี่มาใส่บาตรไม่ได้ แต่ของที่เขาจะทิ้งแล้ว จะขอให้เขาใส่บาตรแทนที่จะทิ้งก็ย่อมได้อยู่ นางทาสีจึงใส่ขนมบูดนั้นลงในบาตรพระสุทิน พอเงยหน้ามองอย่างพินิจพิเคราะห์ ก็จำได้ว่า พระภิกษุหนุ่มรูปงามนี้ก็คือ “นาย” ของตนนั้นเอง จึงรีบวิ่งไปบอกมารดาพระสุทินว่า “คุณนายขา คุณสุทินบุตรชายของคุณนายกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”

“อยู่ไหนวะ อีแดง” คุณนายซักถามด้วยความลิงโลด (อีแดง นี่ชื่อสมมุตินะครับ)

“อีแดงเอ๊ย ถ้าที่เอ็งพูดนี่เป็นความจริง ข้าจะให้เจ้าพ้นจากการเป็นนางทาสี” มารดาพระสุทินกล่าว อีแดงได้ฟังก็ดีใจไปสิครับ

พระสุทินได้ขนมบูดจากนางทาสีแล้ว ก็ลงนั่งฉัน ณ ที่เหมาะที่ควรแห่งหนึ่ง (สมัยพุทธกาลเมื่อได้อาหารเพียงพอแก่อัตภาพแล้ว พระท่านจะหาทำเลที่เหมาะนั่งลงฉันตรงนั้นเลย) พอดีเศรษฐีผู้บิดาเดินผ่านมาพบเข้า จำได้ จึงเข้าไปฉุดแขน พาไปยังคฤหาสน์ทันที

เศรษฐีรู้สึกอับอายที่บุตรชายของตนกินเศษอาหารที่เขาทิ้ง จึงสั่งให้คนในบ้านจัดหาอาหารอย่างดีมาถวาย พระสุทินบอกโยมบิดาว่า อาตมาฉันเสร็จแล้ว ไม่รับอาหารอีก เศรษฐีจึงว่า ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้นิมนต์พ่อมาฉันที่บ้าน พระสุทินก็รับนิมนต์โดยดุษณีภาพ (รับด้วยการนิ่ง)

เศรษฐีสั่งให้ขนทรัพย์มากองไว้สองกอง คือ เงินกองหนึ่งทองกองหนึ่ง สูงท่วมหัว สูงขนาดสองคนยืนคนละมุมยังมองไม่เห็นกันเลย และสั่งให้ลูกสะใภ้ แต่งเนื้อแต่งตัวให้สวยงามเป็นพิเศษ คอยต้อนรับอดีตสามี

เมื่อพระสุทินมาถึง เศรษฐีผู้บิดาก็อ้อนวอนให้สึก พระสุทินบอกว่า “อาตมากำลังดื่มด่ำในรสพระธรรมไม่อาจสึกได้” เศรษฐีกล่าวว่า “ลูกดูสิ ทรัพย์สมบัติเรามากมาย ใครจะดูแลรักษาเล่า” พระสุทินกล่าวอย่างสงบ (แต่เล่นเอาบิดาถึงกับเต้นผางเลย) ว่า

“ถ้าเช่นนั้น โยมบรรทุกเกวียนไปโยนทิ้งแม่น้ำเสีย จะได้ไม่ต้องห่วงกังวลต่อไป”

เรื่องราวเป็นฉันใด โปรดติดตามอาทิตย์หน้าครับ

หลงความบ้าว่าศีลธรรม

โลกทุกวัน อยู่ในขั้น กลียุค
ที่เบิกบุก เร็วรุด สู่จุดสลาย
จนสิ้นสุด มนุษยธรรม ด่ำอบาย
เพราะเห็นกง-จักรร้าย เป็นดอกบัว
กิเลสไส-หัวส่ง ลงปลักกิเลส
มีความแกว่น แสนพิเศษ มาสุมหัว
สามารถดูด ดึงกันไป ใจมืดมัว
เห็นตนตัว ที่จมกาม ว่าความเจริญ
มองไม่เห็น ศีลธรรม ว่าจำเป็น
สำหรับอยู่ สุขเย็น ควรสรรเสริญ
เกียรติ กาม กิน บิ่นบ้า ยิ่งกว่าเกิน
แล้วหลงเพลิน ความบ้า ว่าศีลธรรมฯ

พุทธทาส อินทปัญโญ