เว็บไซต์เพิงไพนิวส์ได้ชี้ 4 ประเด็นสำคัญในคำรายงานซึ่งสี จิ้นผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้กล่าวในที่ประชุมสมัชชาผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ชุดที่ 19 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.2017 คือ 1.ยุคใหม่ 2.ความคิดใหม่ 3.ความขัดแย้งใหม่ 4.เป้าหมายใหม่
ยุคใหม่
ในคำรายงานกล่าวว่า “ลัทธิสังคมนิยมลักษณะพิเศษแบบจีนได้เข้าสู่ยุคใหม่ นี่คือทิศทางและตำแหน่งใหม่ทางประวัติศาสตร์ในการพัฒนาประเทศเรา”
เพิงไพนิวส์ได้ชี้ว่า ตามคำรายงานนั้น ที่ว่ายุคใหม่นั้นคือ 5 ยุค
1.เป็นยุคที่รับช่วงรุ่นก่อนเริ่มต้นรุ่นหลัง สืบสานอดีตดำเนินในปัจจุบัน ช่วงชิงชัยชนะอันยิ่งใหญ่แห่งลัทธิสังคมนิยมลักษณะพิเศษแบบจีนต่อไปภายใต้เงื่อนไขประวัติศาสตร์ใหม่
2.เป็นยุคตัดสินชัยชนะในการสร้างสังคมพอมีพอกินอย่างรอบด้านและรุกคืบในการสร้างประเทศให้เป็นประเทศสังคมนิยมลักษณะพิเศษแบบจีนที่ทันสมัยและเข้มแข็ง
3.เป็นยุคที่ประชาชนชนชาติต่างๆ ทั่วประเทศสามัคคีกันมุมานะ สรรค์สร้างชีวิตความเป็นอยู่อันดีงามอย่างไม่หยุดหย่อนและทำให้ประชาชนทั้งมวลร่ำรวยร่วมกันทีละขั้นๆ ให้เป็นจริง
4.เป็นยุคที่ลูกหลานประชาชาติจีนร่วมแรงร่วมใจมุมานะทำให้ฝันจีนแห่งการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองแก่ประชาชาติจีนให้เป็นจริง
5.เป็นยุคที่ประเทศเรานับวันแต่จะก้าวเข้าสู่ใจกลางเวทีโลกและสร้างคุณูปการแก่มนุษยชาติให้มากยิ่งขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน
ความคิดใหม่
สี จิ้นผิง กล่าวในคำรายงานว่า “ยุคสมัยเป็นแม่บทแห่งความคิด การปฏิบัติคือแหล่งกำเนิดแห่งทฤษฎี”
เพิงไพนิวส์ได้อธิบายว่า คำปราศรัยและสุนทรพจน์จำนวนมากของเลขาธิการสี จิ้นผิง ตลอดจนทัศนคติใหม่ ความคิดใหม่ และยุทธศาสตร์ใหม่ในการบริหารจัดการประเทศและรัฐบาลในเวลา 5 ปีที่แล้วมาได้กลายเป็นความคิดแห่งลัทธิสังคมนิยมลักษณะพิเศษแบบประเทศจีน
เว็บไซต์ดังกล่าวอธิบายต่อว่า เมื่อหวนมองกลับไปในอดีต การที่ลัทธิมาร์กซ์ประสานเข้ากับการปฏิบัติของประเทศจีนนั้นมี “การก้าวกระโดด” อยู่ 2 ครั้ง การก้าวกระโดดครั้งแรกได้กำเนิดความคิดเหมาเจ๋อตง
การก้าวกระโดดครั้งที่ 2 ได้กำเนิดระบบทฤษฎีแห่งลัทธิสังคมนิยมลักษณะพิเศษแบบประเทศจีน ซึ่งประกอบด้วยทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง
ความคิดสำคัญแห่ง “สามตัวแทน” และทรรศนะพัฒนาการที่เป็นวิทยาศาสตร์
การก้าวกระโดดทั้งสองครั้งนี้ได้ตอบโจทย์ว่า เพราะเหตุใดประเทศจีนจึงทำการปฏิวัติ ปฏิวัติเพื่อใคร อาศัยใครมาดำเนินการปฏิวัติ และจะดำเนินการปฏิวัติอย่างไร ฯลฯ อันเป็นปัญหาใหญ่และสำคัญ ตลอดจนได้ตอบโจทย์ว่า อะไรคือลัทธิสังคมนิยม จะสร้างสังคมนิยมอย่างไร สร้างพรรคชนิดใด สร้างพรรคอย่างไร ทำให้การพัฒนาแบบไหนกลายเป็นจริงและจะพัฒนาอย่างไร…..
เลขาธิการสี จิ้นผิง เคยแบ่งลัทธิสังคมนิยมโลก 500 ปี ออกเป็น 6 ช่วงระยะ คือ ช่วงกำเนิดและพัฒนาลัทธิสังคมนิยมเพ้อฝัน ช่วงมาร์กซ์และเองเกลส์สถาปนาระบบทฤษฎีลัทธิสังคมนิยมที่เป็นวิทยาศาสตร์ ช่วงเลนินได้นำการปฏิวัติเดือน 10 จนได้รับชัยชนะและปฏิวัติสังคมนิยม ช่วงโมเดลโซเวียตก่อรูปทีละขั้นๆ ช่วงพรรคเราเสาะแสวงลัทธิสังคมนิยมภายหลังได้สถาปนาประเทศจีนใหม่ ช่วงที่พรรคเราได้ดำเนินนโยบายที่กำหนดที่เป็นประวัติการณ์ในการปฏิรูปและเปิดกว้างและการบุกเบิกและพัฒนาลัทธิสังคมนิยมลักษณะพิเศษแบบประเทศจีน
จะเห็นได้ว่าปัจจุบันประเทศจีนได้ยืนอยู่แนวหน้าสุดของขบวนการลัทธิสังคมนิยมโลก ประเทศจีนได้ชี้ขาดชะตาของขบวนการลัทธิสังคมนิยมโลกในระดับมากเป็นอันมาก เรามีความจำเป็นและมีภาระหน้าที่ในการเสาะแสวง สรุปและลงลึกในด้านทฤษฎีอย่างไม่หยุดหย่อน
อาจกล่าวได้ว่า เมื่อเรามองปัญหาโดยยืนอยู่ท่ามกลางกระบวนการประสบการณ์แห่งลัทธิมาร์กซ์แบบประเทศจีนและขบวนการลัทธิสังคมนิยมโลก จึงจะสามารถเข้าใจความหมายของความคิดใหม่นี้
ความขัดแย้งใหม่
“ความขัดแย้งหลักในสังคมประเทศเราได้แปรเปลี่ยนไปแล้วเป็นความขัดแย้งระหว่างความขัดแย้งที่ประชาชนนับวันทวีความต้องการชีวิตความเป็นอยู่อันดีงามกับการพัฒนาที่ไม่สมดุลและไม่เต็มที่”
ในการประชุมคณะกรมการเมืองเต็มคณะสมัยที่ 6 ของคณะกรรมการกลางชุดที่ 11 เมื่อปี ค.ศ.1981 ได้เสนอ “ความขัดแย้งหลักในสังคมนิยมขั้นต้น” คือ “ความขัดแย้งที่ประชาชนนับวันทวีความต้องการทางวัตถุและวัฒนธรรมกับการผลิตทางสังคมที่ล้าหลัง” ซึ่งนับเป็นเวลาที่ผ่านมา 36 ปีแล้ว
ในปัจจุบัน การพัฒนาของประเทศจีนได้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปอย่างเป็นประวัติการณ์ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ได้ทำให้สองด้านของความขัดแย้งไม่เหมือนกันเสียแล้ว ก่อนอื่น ขอให้มาดูด้านอุปสงค์ของประชาชน ปัญหาความอุ่นและความอิ่มได้แก้ตกไปแล้ว ความพอมีพอกินก็จะได้สัมฤทธิผลแล้ว “ชีวิตความเป็นอยู่อันดีงาม” นั้น ไม่เพียงแต่รวมถึงการกินอิ่มนุ่งห่มได้อุ่น ยังต้องให้กินดีอยู่ดีนุ่งห่มดี การเดินทางดีด้วย นอกจากนั้นยังมีอุปสงค์ด้าน “มิใช่วัตถุ” อาทิ ประชาธิปไตย การปกครองด้วยกฎหมาย ความยุติธรรม ความเป็นธรรม ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม ฯลฯ
ลองมาดูด้านการผลิตทางสังคม ประเทศเราได้กลายเป็นองค์เศรษฐกิจที่ 2 ในโลกแล้ว ระดับกำลังการผลิตทางสังคมโดยรวมแล้วมีการยกระดับอย่างโดดเด่น หลายๆ มิติได้เข้าสู่อันดับต้นๆ ของโลก ปัญหาที่โดดเด่นในปัจจุบันคือ การพัฒนาไม่สมดุลไม่เต็มที่
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ด้านสองด้านของความขัดแย้งหลักมิใช่เพียงแต่เป็นมิติการพัฒนาเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ได้ขยายกลายเป็นมิติการพัฒนาสังคม นั่นหมายความว่าในอนาคตเราจะต้องให้ความตระหนักยิ่งขึ้นและลงแรงมากยิ่งขึ้นในการพัฒนาสังคมและสร้างสรรค์สังคม
เป้าหมายใหม่
คำรายงานตอนหนึ่งได้ชี้ว่า “สร้างประเทศที่เข้มแข็งที่เป็นสังคมนิยมทันสมัยที่ร่ำรวยแข็งแกร่งเป็นประชาธิปไตยมีอารยธรรมสมานฉันท์และความงดงาม”
นับตั้งแต่การประชุมสมัชชา ชุดที่ 15 ที่ได้เสนอ “100 ปี 2 เป้าหมาย” เป็นต้นมา เป้าหมายที่จะบรรลุในสองห้วงเวลาดังกล่าวมีการปรับก้าวตามกาลเวลา ตั้งแต่การประชุมสมัชชา ชุดที่ 18 เป็นต้นมา เราได้เสนอว่า เมื่อถึงเวลา 100 ปี จะต้องสร้างประเทศสังคมนิยมทันสมัยที่ร่ำรวยแข็งแกร่ง เป็นประชาธิปไตย มีอารยธรรมและสมานฉันท์
ที่ว่าประเทศเข้มแข็งที่เป็นสังคมนิยมทันสมัยนั้น ในคำรายงานได้ให้คำนิยามว่า จะยกระดับอารยธรรมทางวัตถุ อารยธรรมทางการเมือง อารยธรรมทางจิตวิญญาณ อารยธรรมทางสังคม อารยธรรมทางนิเวศ ทำให้ระบบบริหารจัดการและความสามารถในการบริหารจัดการประเทศทันสมัยเป็นจริง ทำให้เป็นประเทศที่นำหน้าในด้านแสนยานุภาพของประเทศและมีอิทธิพลทางสากล ประชาชนทั้งประเทศร่ำรวยร่วมกันโดยพื้นฐาน
ประชาชนจีนจะมีชีวิตความเป็นอยู่สุขสันต์โดยสวัสดิภาพ ประชาชาติจีนจะยืนตระหง่านอย่างองอาจท่ามกลางประชาชาติทั่วโลก
ทิวสน (ถอดความ)

