หน้าแรก คอลัมนิสต์ แผนที่เส้นทาง...

แผนที่เส้นทางการจัดการขยะ (Roadmap)โดย : ดร.พิรียุตม์ วรรณพฤกษ์

24.10.17 | 13:00 น.

กว่า 20 ปีของการทำงานในแวดวงขยะต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนและหน่วยงานหลากหลาย ตั้งแต่ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่รัฐ/องค์กรปกครองท้องถิ่น นักวิชาการ นักธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลว พบกับการมีส่วนร่วมและการต่อต้านคัดค้านแม้กระทั่งการข่มขู่นานารูปแบบ ปัญหาขยะจึงไม่ใช่แค่ปัญหาทางวิชาการหรือปัญหาทางเทคนิค มันรวมเอาปัญหาเงินๆ ทองๆ ผลประโยชน์ ปัญหาสังคม จนถึงปัญหาการเมือง

ตอนแรกของบทความนี้ได้กล่าวถึงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากขยะ เริ่มจากการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซที่ได้จากพื้นที่ฝังกลบซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดำเนินการตามกระแสพระราชดำรัสในปี 2538 ต่อจากนั้นยังมีการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากขยะด้วยวิธีต่างๆ จนถึงเรื่องการผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ RDF และเกี่ยวข้องกับแผนที่เส้นทางการจัดการขยะของรัฐบาลชุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

26 สิงหาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบแผนการจัดการขยะและของเสียอันตรายที่เสนอโดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แผนการจัดการนี้ถูกเรียกให้เป็นที่เข้าใจและจดจำกันง่ายๆ ว่า “แผนที่เส้นทางการจัดการขยะ หรือ Roadmap การจัดการขยะ”

อันที่จริงประเทศไทยมีการจัดทำแผนการจัดการขยะมาตั้งแต่ปี 2534 โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (2535-2539) ในเวลานั้นได้กำหนดนโยบายและเป้าหมายไว้ 4 ด้าน คือ (1) ลดอัตราการผลิตขยะในกรุงเทพฯ และเมืองหลักต่างๆ ให้น้อยกว่า 0.8 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน (ในเวลานั้นประเมินว่าในกรุงเทพมหานครและเมืองหลักมีอัตราการผลิตขยะต่อประชากรประมาณ 1 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน) (2) ให้มีการจัดเก็บและกำจัดกากของเสียทั้งที่มีอันตรายและไม่มีอันตรายอย่างถูกหลักวิชาการ (3) ให้มีการจัดการกากสารอันตรายอย่างถูกวิธีและครบวงจรตั้งแต่การนำเข้า การจัดเก็บ การขนส่ง การใช้ และการกำจัด และ (4) ให้มีการลดการใช้สารอันตรายในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

กว่า 20 ปี จากที่ได้กำหนดนโยบายและเป้าหมายครั้งแรก จนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (2554-2559) ปัญหาขยะยังไม่มีแนวโน้มจะลดลงเลย ตรงกันข้ามกลับรุนแรงเพิ่มขึ้นทั้งด้านปริมาณและผลกระทบที่เกิดขึ้น จนดูเหมือนว่าเราได้ยอมจำนนต่อเป้าหมายในการลดอัตราการผลิตขยะเสียแล้ว

Advertisement

ในที่สุดการควบคุมอัตราการผลิตขยะก็ไม่ปรากฏเป็นเป้าหมายให้เห็นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 และปัจจุบันฉบับที่ 12

และแล้วก็มาถึงวาระของ “แผนที่เส้นทาง Roadmap การจัดการขยะ” ที่แหวกแนวออกมา ไม่เหมือนกับแผนการจัดการขยะที่เคยมีมา ไม่ต้องไปอ้างอิงเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่จัดการกำหนดขั้นตอนการทำงาน แผนปฏิบัติการและกรอบเวลาเบ็ดเสร็จ มุ่งแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ (Area base) และความรุนแรงของปัญหา (Problem Base) ดูขึงขังและเข้มข้น ปลุกกระแสให้ผู้คนในแวดวงขยะกลับมาคึกคักอีกครั้ง

Roadmap ได้แบ่งพื้นที่และกรอบเวลาการทำงานตามความรุนแรงของปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นเพื่อใช้ในการจัดทำแผนปฏิบัติการเป็น 3 ช่วงเวลาคือ ระยะเร่งด่วนภายใน 6 เดือน ลงมือดำเนินการทันทีในพื้นที่ที่ถูกระบุว่ามีปริมาณขยะสะสมจำนวนมากและส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ระยะกลางภายใน 1 ปีเป็นบรรดาพื้นที่ที่มีปริมาณขยะเกิดขึ้นมาก มีความเร่งด่วนในการแก้ปัญหาในลำดับถัดมาซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นท้องถิ่นขนาดใหญ่ และระยะยาวคือพื้นที่ส่วนที่เหลือจากการแก้ปัญหา 2 ช่วงเวลาแรก

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเดือนพฤษภาคม 2557 เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้กองขยะขนาดใหญ่หลายแห่ง ราวกับท้าทายหรือเป็นเหตุผลักดันให้กำหนดปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ เหตุการณ์ไฟไหม้กองขยะที่ส่งผลกระทบรุนแรงมากในขณะนั้นคือกรณีไฟไหม้บ่อขยะตำบลแพรกษา จังหวัดสมุทรปราการ และกรณีไฟไหม้บ่อขยะในอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และในที่สุด 2 จังหวัดนี้ก็ถูกกำหนดเป็นเป้าหมายสำคัญลำดับแรกของ Roadmap พร้อมกับจังหวัดอื่นๆ ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี นครปฐมและปทุมธานี รวมเป็น 6 จังหวัด นี่คือภารกิจเร่งด่วนที่ถูกกำหนดไว้ใน Roadmap

นอกเหนือจากการแก้ปัญหาขยะตกค้างสะสมที่เป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้ Roadmap ยังกำหนดให้ปิดที่ทิ้งขยะหรือที่เทกองที่ไม่สามารถฟื้นฟูหรือปรับปรุงให้ใช้งานอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ตั้งเป้าหมายถึงขั้น NO DUMP SITE ในรายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2558 จัดทำโดยกรมควบคุมมลพิษระบุว่าปริมาณขยะที่เกิดขึ้นถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการเพียง 30% และเป็นปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและท้องถิ่นขนาดใหญ่ จึงน่ากังวลว่าท้องถิ่นขนาดกลางและเล็กจะปรับตัวกันอย่างไร

สำหรับขยะใหม่ Roadmap กำหนดแนวทางสำคัญ 3 แนวทางได้แก่ แนวทางแรก การรวมกลุ่มของท้องถิ่นเพื่อให้ขนาดของโครงการมีความเหมาะสมในการลงทุนและการจัดการ เพราะหากโครงการมีขนาดเล็กเกินไปจะทำให้ต้นทุนในการดำเนินการสูง ท้องถิ่นมีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะบริหารจัดการ ในที่สุดก็ต้องหยุดการดำเนินการหรือดำเนินการต่อไปอย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรวมกลุ่มของท้องถิ่นโดยใช้แนวทางการแบ่งกลุ่มท้องถิ่นในการจัดการขยะซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้จัดทำไว้ในปี 2548 และนำมาปรับเพิ่มหรือลดจำนวนของท้องถิ่นในแต่ละกลุ่มตามข้อมูลปัจจุบันและความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกันโดยไม่จำกัดขอบเขตของจังหวัด

แนวทางที่สอง การจัดการขยะต้องเริ่มต้นจากแหล่งกำเนิด โดยการลดและคัดแยก จากนั้นจึงไปสู่ขั้นตอนการใช้ประโยชน์จากขยะ และการผลิตพลังงานจากขยะ แนวทางที่สาม คือการสนับสนุนให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุนก่อสร้างและเดินระบบกำจัดขยะ

ภายใต้แผนที่เส้นทางการจัดการขยะด้วยแนวทางทั้งสามได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ด้านการจัดการขยะที่แตกต่างจากในอดีต การส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนก่อสร้างและเดินระบบกำจัดขยะและการรื้อเอาขยะเก่าหรือขยะตกค้างสะสมมาใช้ประโยชน์ด้านพลังงาน เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและความรู้ด้านการเงินซึ่งเป็นจุดอ่อนของท้องถิ่น ทำให้ท้องถิ่นในฐานะเจ้าภาพเรื่องขยะตามกฎหมายถึงกับตั้งหลักไม่ทัน ไม่สามารถพัฒนาโครงการหรือไม่สามารถดำเนินการโครงการให้ราบรื่นอย่างที่คาดหวังไว้

ปัญหาด้านเทคโนโลยีและความรู้ด้านการเงินที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาโครงการของท้องถิ่น จะนำมาเล่าในตอนต่อไป

ดร.พิรียุตม์ วรรณพฤกษ์