1) การพัฒนาครูควรจะเป็นกระบวนการต่อเนื่องหรือเป็น learning process มากกว่าเป็นการอบรมชั่วครั้งชั่วคราวแล้วจบไป ดังนั้นหลักสูตรที่ดีจึงควรมีลักษณะเป็นการทำกระบวนการพี่เลี้ยงหรือ coaching ร่วมเรียนรู้และพัฒนาไปกับคณะครูอย่างต่อเนื่อง 1 หรือ 2 ภาคการศึกษาเป็นอย่างน้อย มากกว่าจะเป็นการอบรม 2-3 วัน ตามโรงแรมหรืออย่างมากก็มีการเรียกครูกลับมาติดตามผลอีกวันในบางหลักสูตร ซึ่งก็ยังไม่พอเพียงต่อการพัฒนาครูให้เห็นผลเชิงประจักษ์
2) กระบวนการพัฒนาครูที่ดีควรมีหลักการ แนวทาง และวิธีการติดตามศึกษาความเปลี่ยนแปลงในการสอนของครูและการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ รวมถึงผลลัพธ์การเรียนรู้ในมิติต่างๆ ของผู้เรียน
3) การพัฒนาครูด้วยระบบคูปองในระยะเริ่มแรกยังไม่ควรสร้างเงื่อนไขสภาพบังคับให้ครูต้องรับการอบรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การผูกเรื่องการรับการอบรมหรือจำนวนชั่วโมงที่อบรมของครูเข้ากับเรื่องวิทยฐานะและความก้าวหน้าในวิชาชีพครู และเมื่อได้ทดลองและเตรียมความพร้อมทั้งหลักสูตรและระบบบริหารจัดการรองรับดีแล้วจึงค่อยให้ครูสามารถนำเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงกับการเลื่อนวิทยฐานะได้โดยสมัครใจ ไม่สร้างเงื่อนไขสภาพบังคับเช่นกัน แต่หากครูจะใช้เรื่องการรับการอบรมเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินวิทยฐานะจะต้องวัดผลความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนอันเป็นผลเชื่อมโยงกับการอบรมได้
4) ในการบริหารจัดการคูปองพัฒนาครูควรให้โอกาสครูมีทางเลือกในการใช้เงิน 10,000 บาทนี้หลายแบบ เช่นอาจรวมเงินกันเป็นโรงเรียนหรือกลุ่มโรงเรียนที่มีความต้องการคล้ายกัน แล้วเอาเงินนี้จ้างทีมโค้ชหรือวิทยากรที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ เข้าไปช่วยพัฒนาครูตามโจทย์ปัญหาตามสภาพจริง ซึ่งจะช่วยให้เกิดกระบวนการอบรม ปฏิบัติการที่โรงเรียนต่อเนื่องไปตลอดภาคการศึกษาได้
5) ในการบริหารจัดการระยะยาว ควรให้มหาวิทยาลัยมีการกระจายกันสำรวจความต้องการของครูในทุกพื้นที่ ควบคู่กับการประเมินความถนัดหรือความชำนาญการของแต่ละมหาวิทยาลัย/หน่วยงานในพื้นที่ด้วย เพื่อให้สามารถวางแผนจัดหลักสูตรและกำหนดพื้นที่บริการเป็นโซนพื้นที่เพื่อให้ครูได้รับความสะดวกหากในกรณีที่ต้องมีการเดินทางก็ไม่สิ้นเปลืองหรือเสียเวลาในการเดินทางมากเกินไป
ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ

