ตามกติกาคือจะไม่พูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับร่างที่จะไปเสนอต่อประชาชน แม้ว่าจะเคยเสนอไปครั้งหนึ่งแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนควรจะร่างใหม่อย่างไร จึงจะกู้สถานการณ์ทำให้การลงทุน การทำธุรกิจ การทำมาหากินของประชาชนกลับมาคึกคักอีกครั้ง และแน่นอนทำให้ทุนใหญ่ทั้งหลายกลับมามีกำไรมากขึ้นเหมือนเดิม ความเครียดทั้งหลายก็จะหมดไป
ในกรณีที่ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ ก็เป็นการตัดสินใจของประชาชน แต่ในกรณีที่บังเอิญด้วยเหตุผลใดก็ตามร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่าน แล้วอาจจะเกิดข้อครหาว่าจะมีการลากยาวอะไรสักอย่างหรือเปล่าหรือการเฉยเมยของต่างชาติที่เป็นคู่ค้าสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจหดตัวจะยกเลิกได้อย่างไรเป็นปัญหาใหญ่ ทางออกนั้นก็คือการเสนอวิธีการร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นศูนย์กลางเสีย บรรยากาศและโอกาสต่างๆก็จะกลับคืนมาก่อนที่จะสายจนสุดกู่ไป
วิธีการที่จะนำเสนอเป็นขั้นๆนี้ น่าจะเป็นข้อคิดได้ โดยมีการยอมรับความจริงว่า รัฐธรรมนูญที่ร่างกันมาแล้วสองฉบับนี้ ไม่เป็นที่ต้องการของประชาชน แล้วประชาชนจริงๆต้องการรัฐธรรมนูญแบบไหนกันเล่า นี่คือปัญหาเริ่มต้นที่ต้องคิดกันก่อน มิใช่นักร่างรัฐธรรมนูญหน้าเดิมๆที่คิดเอง เออเอง ดังนั้น
อันดับแรก ระดมความเห็นของประชาชนก่อนว่าต้องการรัฐธรรมนูญแบบใด ปัญหาคือจะทำอย่างไร เงินก็เสียไปกับการลงประชามติเสียแล้วจำนวนมาก จะใช้จ่ายกันอีกเท่าไรจึงจะพอเสียที ทางออกก็ไม่ยากเกินไป คงพอจะจำที่มีนักเรียนลงทะเบียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยจำนวนมากพร้อมๆกัน ต่างก็ใช้เพียงเลขบัตรประจำตัวประชาชนก็สามารถที่จะทำอะไรได้ทุกอย่างแล้ว ใช้ระบบแบบเดียวกันโดยอาจยืมจากกระทรวงศึกษาธิการก็ได้หรือจะสร้างระบบคล้ายคลึงกันก็ได้ เพียงแต่เพิ่มหน่วยความจำให้กับคนจำนวนหลายสิบล้านคนเท่านั้น โครงสร้างพื้นฐานยังคงเดิม สิ่งนี้เป็นเครื่องมือสำหรับการถามประชาชนได้ว่า ต้องการอะไร การลงคะแนนนี้อาจทำผ่าน ATM 7-Eleven ก็ได้ ระบบสามารถเชื่อมกันได้หมด พนักงานที่ประจำสถานที่ก็เพียงเข้ารับการฝึกอบรมอีกเล็กน้อยเท่านั้น เด็กวัยรุ่นส่วนมากในปัจจุบันใช้มือถือ ใช้อินเตอร์เนท ใช้ ATM หรือใช้บริการจากร้านสะดวกซื้อเหล่านี้ได้ทั้งสิ้น และไม่จำเป็นต้องลงคะแนนพร้อมกันเพื่อให้ระบบทำงานได้ราบรื่น โดยแบ่งเป็น ๔-๕วันตามลำดับเลขท้ายบัตรประชาชนก็ได้
อันดับที่สองคือแล้วจะถามอะไร นั่นคือประชาชนส่วนใหญ่ต้องการรัฐธรรมนูญแบบไหนกันแน่ และเพื่อป้องกันคนส่วนน้อยที่เจ้าเล่ห์จะมาแอบอ้างว่าตนเองเป็นเสียงส่วนใหญ่ ก็ใช้วิธีการตั้งเป็นประเด็นแล้วให้ประชาชนลงคะแนนเสียงผ่านระบบด้วยเลขประจำตัวประชาชน ๑๓ หลักดังกล่าวมาแล้ว โดยเริ่มจากเรื่องที่ไม่ต้องถกเถียงกันในทางการเมืองหรืออะไร ถามกันตรงๆง่ายๆว่า ต้องการรัฐธรรมนูญแบบสั้นหรือแบบยาว ต้องการรัฐธรรมนูญที่เขียนแบบไทยๆหรือเอาตามมาตรฐานสากล ต้องการให้ประชาชนมีเสรีภาพเท่าที่ไม่ไปรบกวนใครหรือให้รัฐมีอำนาจจำกัดเสรีภาพมากกว่า สามประเด็นหลักนี้น่าจะพอสำหรับการตั้งต้น เพราะถ้ารัฐธรรมนูญแบบยาวก็จะเป็นอย่างที่เขียนๆกันทุกวันนี้หรือแบบบางประเทศเช่นอินเดีย ถ้าเป็นแบบสั้นก็จะเขียนเหมือนในยุโรปหรือญี่ปุ่น รัฐธรรมนูญแบบไทยๆก็คือรัฐธรรมนูญที่เคยเขียนๆกันมา รัฐธรรมนูญตามมาตรฐานสากลก็คือจะเอารัฐธรรมนูญจากต่างประเทศมาเป็นแบบตั้งต้นในการร่าง และเรื่องของเสรีภาพต้องถามกันตรงๆเพราะรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นในอังกฤษหรือแม้แต่สหรัฐฯก็เพื่อประกันเสรีภาพของประชาชน ปัญหาทุกครั้งคือ เสรีภาพต้องการให้มากก็ต้องอดทนต่อความวุ่นวาย เสรีภาพถูกจำกัดมากรัฐก็มีอำนาจมากเกินไปเป็นต้น สามประการหลักๆนี้เพียงพอสำหรับทิศทางการร่างรัฐธรรมนูญต่อไปในอนาคต ดังจะกล่าวต่อไปนี้
ขั้นที่สาม เมื่อได้ทิศทางของความต้องการจากประชาชนมาแล้ว ก็ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญไปพร้อมกับประชาชน ในเรื่องแรกคือเขียนสั้นหรือเขียนยาวเป็นกรอบความคิดเท่านั้นสำหรับตั้งต้น หากประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญสั้นๆ ก็ระบุเพียงความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจต่างๆและเรื่องพื้นฐานเช่นสิทธิและเสรีภาพเท่านั้น เรื่องที่สองคือถ้าประชาชนเอารัฐธรรมนูญแบบไทยๆ ก็ให้มีการให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญของไทยที่เคยมีมาตั้งแต่ ๒๔๗๕ ฉบับชั่วคราว มาจนถึงฉบับปัจจุบัน ใช้เวลาช่วงข่าวค่ำแทนข่าวประจำวันเผยแพร่ความรู้นี้อย่างต่อเนื่อง ถ้าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญแบบสากล ก็นำรัฐธรรมนูญของประเทศที่เป็นระบบรัฐสภา มาให้ความรู้ต่อประชาชน โดยอาจจำกัดไว้ไม่กี่ประเทศเพราะรัฐธรรมนูญในยุโรปจะคล้ายคลึงกัน ซึ่งอาจได้แก่รัฐธรรมนูญของ เนเธอร์แลนด์ สวีเดน สเปน เยอรมนี และญี่ปุ่น ประการสุดท้ายคือเสรีภาพ ถ้าประชาชนห่วงเสรีภาพมากๆ ก็ต้องจำกัดเสรีภาพที่บอกว่าให้ประชาชนมีเสรีภาพทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายหรือ หากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งรัฐจะใช้ข้อยกเว้นนี้มาจำกัดเสรีภาพของประชาชน นั่นหมายถึงต้องมีบางมาตราที่ให้เสรีภาพของประชาชนไว้โดยไม่อาจมีกฎหมายมาจำกัดใดๆได้ และหากจะจำกัดเสรีภาพก็ต้องเป็นกฎหมายที่ต้องผ่านรัฐสภาได้ยากเป็นต้น
ขั้นที่สี่ เป็นการปฏิบัติตามการลงคะแนนที่ได้รับมา สมมติให้ความต้องการของประชาชนคือ รัฐธรรมนูญที่ไม่ยาว เป็นไปตามหลักสากลและประกันเสรีภาพของประชาชนไว้สูง ก็ต้องใช้วิธีการเลือกรัฐธรรมนูญของต่างประเทศที่เขียนไว้สั้นๆ นอกนั้นให้ไปออกเป็นพระราชบัญญัติและมีหลักประกันเรื่องเสรีภาพสูงกว่าเพื่อน วิธีการเลือกนี้ก็ใช้การอภิปรายในรัฐสภาโดยมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ สมมติว่าหาได้เป็น เนเธอร์แลนด์ สวีเดนและญี่ปุ่น ก็เพียงนำรัฐธรรมนูญของทั้งสามประเทศนี้ไปเผยแพร่ใช้เวลาประมาณ ๑ เดือนแล้วให้ลงมติ โดยคะแนนต้องเกินกว่า กึ่งหนึ่งของผู้ออกเสียงลงคะแนนทั้งหมด ถือเป็นเสียงข้างมากเด็ดขาด หากว่าเสียงกระจาย ก็นำคะแนนลำดับ ๑ และ ๒ มาโหวตกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ได้รับฉันทามติจากประชาชนส่วนใหญ่ที่มาใช้สิทธิจริงๆว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องการ
ขั้นที่ห้า เมื่อได้รัฐธรรมนูญต้นแบบมาแล้ว ก็ให้ใช้รัฐธรรมนูญนั้นในการประชุมรัฐสภาว่าจะตกแต่งเปลี่ยนแปลงอย่างไรไปทีละมาตรา เมื่อครบหมวดแล้ว ให้หยั่งเสียงประชาชนว่าเห็นด้วยกับสมาชิกรัฐสภาในการแก้ไขหรือไม่ ถ้าไม่เห็นด้วยหมวดนั้นให้ถือว่าใช้แนวทางของต่างประเทศแทน โดยแต่ละหมวดให้ใช้การอภิปรายไม่เกิน ๑ เดือน
ขั้นที่หก สุดท้ายเมื่อได้รัฐธรรมนูญมาแล้ว ความจำเป็นในการลงประชามติก็หมดไปเพราะประชาชนได้ร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด บทเฉพาะกาลจึงเป็นการโอนอำนาจหน้าที่ ยุบหน่วยงานที่มีการข้ามไป เช่นกรณีรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น จะใช้ระบบนิติธรรมคือมีศาลเดียว ดังนั้นศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญต้องถูกยุบไปและโอนกลับไปศาลยุติธรรม เป็นต้น ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่ควรแก้ยากเพื่อให้ตัวแทนของประชาชนเข้ามาแก้ไขในอนาคตเนื่องจากการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นเรื่องเฉพาะกิจเท่านั้น
สิ่งที่จะได้จากการร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้คือ ประชาชนมีส่วนร่วมและตื่นตัวทางการเมืองสูง นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศจะเห็นสัญญาณความสงบ ไร้ความขัดแย้งตามมา การลงทุนในประเทศจะเกิดมากขึ้นเพราะผู้ลงทุนก่อนจะได้เปรียบ ในสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ไทยเป็นอยู่ ทุกประเทศต้องการเข้ามาลงทุนทั้งสิ้น และเพราะเห็นว่าประชาชนยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนแน่ ความแน่นอนเกิดขึ้น เชื่อว่าการลงทุนต่างๆจะเกิดขึ้นก่อนร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น เกิดการหมุนเวียนของเงินและรายได้ เกิดสภาพคล่อง ประเทศฟื้นตัวขึ้นจากภาวะถดถอยอย่างแน่นอน
แนวทางนี้ เป็นการดึงทุกภาคส่วนเข้ามาสร้างชาติร่วมกัน ในช่วงเวลาที่การร่างรัฐธรรมนูญแบบเดิมๆที่กำลังทำกันอยู่ไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว และดีกว่าเอารัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ตามมาแก้ไขให้เลวร้ายกว่าที่คิดแล้วเอามาบังคับ เพราะทุนใหญ่ๆในประเทศจะหมดเนื้อ หมดตัวก่อนที่จะยอมจำนนจากความดื้อและตกลงใจร่างกันใหม่ แต่บางทีอาจสายเกินไปเสียแล้วในเวลานั้น

