Education Watch : โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

26.10.17 | 13:15 น.

คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผลการสำรวจโพล Education Watch ตั้งหัวข้อว่า ปัจจัยความสำเร็จและความล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษาไทย โดย รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ คณบดี เป็นผู้แถลงเมื่อเร็วๆ นี้ มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่ผลการสำรวจบ่งบอกว่าอะไรคือปัจจัยแห่งความสำเร็จและความล้มเหลวเท่านั้น แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า ใคร องค์กรใด จะนำผลสำรวจนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เกิดความเปลี่ยนแปลง ทั้งการกำหนดนโยบาย และการปฏิบัติขององค์กรและบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ผลจากการสำรวจพบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาในระดับสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนและการวัดผลในชั้นเรียน, การเปลี่ยนแปลงการผลิตและพัฒนาครู, การเปลี่ยนแปลงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ

ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องในระดับต่ำสุด 3 ระดับ ได้แก่ การตั้งกองทุนสนับสนุนผู้ขาดแคลนและด้อยโอกาส, การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานของ ศธ., การเปลี่ยนแปลงการบริหารงานของศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด และเขตพื้นที่การศึกษา

เมื่อดูในรายละเอียด ด้านนโยบายการศึกษาพบว่า นโยบายไม่ตอบโจทย์และความต้องการที่แท้จริงของครูและนักเรียน, ด้านการบริหารจัดการพบว่า ศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัดไม่สามารถประสานงานกับเขตพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ, ด้านหลักสูตรและการเรียนการสอนพบว่า หลักสูตรแกนกลางไม่เหมาะสมกับความต้องการของพื้นที่

ด้านการวัดและประเมินผล พบว่าข้อสอบระดับประเทศไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนและยากเกินไป ด้านครู พบว่าการมุ่งทำผลงานเลื่อนวิทยฐานะที่ไม่ได้ช่วยพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง ด้านประกันคุณภาพ พบว่าครูเสียเวลากับการเตรียมรับการประกันคุณภาพ ทั้งการประกันคุณภาพไม่ได้มีส่วนช่วยพัฒนาสถานศึกษาอย่างแท้จริง

Advertisement

ครับ ที่ผมนำผลสำรวจนี้มารายงานต่ออีกทอดก็เพื่อตอกย้ำและยืนยันความเชื่อเรื่องทิศทางการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งสะท้อนชัดจากผลสำรวจว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนและการวัดผลในชั้นเรียน กับการเปลี่ยนแปลงการผลิตและพัฒนาครู ขณะที่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการยังมาเป็นอับดับ 3

นั่นคือ ปฏิรูปการเรียนรู้ กับ ปฏิรูปครู ต้องมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจเป็นสิ่งยืนยันในขั้นหลักการเท่านั้นว่าควรให้น้ำหนักไปที่การปฏิรูปอะไรก่อน สิ่งที่ต้องหาคำตอบหรือสำรวจกันต่อไปคือ แล้วจะทำอย่างไรจึงจะได้ผลจริง เกิดการพัฒนาในสิ่งที่ควรพัฒนาและวัดผลกันตรงไหน

โดยเฉพาะการพัฒนาครูตามโครงการคูปองครูหัวละหมื่นที่กำลังดำเนินการต่อเป็นปีที่ 2 เป็นแนวทางหนึ่งเพื่อตอบโจทย์การปฏิรูปครู

คณะผู้รับผิดชอบภูมิใจกับความสำเร็จในเชิงปริมาณ จำนวนหลักสูตร จำนวนครูที่ลงทะเบียน จำนวนครูที่เข้าอบรมจริง จำนวนชั่วโมงการอบรมกับการขอปรับวิทยฐานะในอนาคต และกำลังรอผลสำรวจความสำเร็จในเชิงคุณภาพจากความคิดเห็นของผู้บริหารแต่ละสถานศึกษา จะรวมเลยไปถึงเด็กนักเรียนของครูทุกท่านด้วยหรือไม่นั้น ต้องติดตาม

วิธีคิดและแนวทางปฏิบัติเพื่อพัฒนาโดยให้ครูเลือกหลักสูตรการอบรมตามความต้องการของครู ตอบโจทย์ได้ในระดับหนึ่งในประเด็นที่ว่าเป็นการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของครูโดยตรง ไม่ใช่การพัฒนาแบบยัดเยียด ที่ส่วนกลางหรือส่วนบนกำหนด ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของครู

แต่ก็ยังมีประเด็นให้วิเคราะห์ต่อไปว่า การพัฒนาโดยเน้นความต้องการของครูรายบุคคลเป็นหลัก ตอบโจทย์ปฏิรูปครูที่ต้องการให้ครูมีความรับผิดชอบต่อผลการเรียนของเด็กได้จริงหรือไม่
ระหว่างการพัฒนาเป็นรายบุคคล กับพัฒนาเป็น
กลุ่ม เป็นเครือข่ายมีแผนการพัฒนาร่วมกัน แนวทางใดจะตอบโจทย์คุณภาพการเรียนของเด็กได้ถูกต้องกว่ากัน

ระหว่างพัฒนาความรู้ในสาขานั้นๆ กับพัฒนาทักษะกระบวนการเรียนการสอน การเรียนรู้ร่วมกัน โดยเฉพาะระหว่างครูกับนักเรียน ครูกับครู นักเรียนกับนักเรียน อะไรเป็นความจำเป็นกว่า สำหรับการปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้เป็นครู 4.0 ศตวรรษที่ 21

อะไรคืออาหารเสริม อะไรคืออาหารจานหลัก

แนวทางการสอนแบบเดิมที่เน้นการบรรยาย Lecture Based ให้ท่อง ให้จำ ทำตามครูสั่ง ทำให้ตรงกับข้อสอบที่จะออก มากกว่าส่งเสริม กระตุ้นให้ตั้งคำถาม เกิดการแลกเปลี่ยน หาความรู้ด้วยตนเอง ตรงนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา

ครูส่วนใหญ่ควรได้รับการพัฒนาทักษะกระบวนการเรียนการสอนซึ่งเป็นอาหารจานหลัก ใช่หรือไม่

การฝึกอบรมพัฒนาจึงควรมุ่งเน้นไปที่หลักสูตรซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาทักษะพฤติกรรมการเรียนรู้ การเรียนการสอน สร้างเสริมจิตวิญญาณ ลดการใช้อำนาจ เพิ่มความเข้าใจ ความปลอดภัย จากครูผู้ชี้ถูกชี้ผิด เป็นผู้ให้กำลังใจ ให้แรงบันดาลใจ ลดบรรยากาศความกลัว ความเกลียดโรงเรียน เกลียดวิชา มาเป็นความรัก ความอบอุ่น ความมั่นใจที่จะหาความรู้ ผิดเป็นครู ถูกเป็นครู

ให้นักเรียนสรุปบทเรียนด้วยตัวเอง ไม่ใช่ผิดถูกเพราะครูบอก การแสวงหาความรู้ด้วยตัวเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ที่เกิดจากการอ่านหนังสือ ยิ่งกว่าการดู การฟังจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก

การอ่าน การบันทึก ทำให้จดจำ คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ แยกถูกผิด ดีชั่ว กระตุ้นให้เกิดคำถาม ความสงสัย คิดต่อ คิดตาม ยิ่งกว่าการดูและการฟัง

การประเมินผลโครงการคูปองครูหัวละหมื่นจึงควรเน้นเชิงคุณภาพเป็นหลัก รับฟังคนอื่นฝ่ายอื่นให้มาก อาจพบทางออก ทางเลือกใหม่ที่คุ้มค่ากว่า สมกับงบประมาณที่ทุ่มเทลงไป

 

สมหมาย ปาริจฉัตต์