ไม่ว่าการดำเนิน “กลยุทธ์” เตะถ่วง รั้งดึง การนำเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะเพื่อนำไปสู่การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20
จะมาจาก “ฐาน” ข้อมูลและฐาน “ความคิด” ใด
แต่ยิ่งนานวัน ยิ่งยาวนานออกไปเพียงใด เรื่องนี้กลับจะสร้างและกลายเป็น “ปัญหา” ทวีความขัดแย้ง แตกแยก ร้อนแรงยิ่งขึ้น
อาจสร้างความพอใจให้กับ “พรรคพวก” บางคนที่เคยเป็น “แนวร่วม”
แต่ความเสี่ยงเป็นอย่างมากก็คือ เสี่ยงกับความไม่พอใจอันมาจาก “คณะสงฆ์” โดยองค์รวม ที่สำคัญเป็นอย่างมากคือ มติอันมาจากมหาเถรสมาคม (มส.)
นั่นก็คือ เป็นมติอันดำเนินไปอย่างเป็น “เอกฉันท์”
สะท้อนให้ได้รับรู้ว่า ไม่ว่าสมเด็จพระราชาคณะอันเป็นตัวแทนแห่ง “มหานิกาย” ไม่ว่าสมเด็จพระราชาคณะอันเป็นตัวแทนแห่ง “ธรรมยุติกนิกาย”
ล้วนเห็นความเหมาะสมของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ)
การที่ “กลยุทธ์” ทุกกระบวนท่าอันมาจาก “รัฐบาล” ล้วนสะท้อนให้เห็นทิศทางแห่งการเตะถ่วง รั้งดึง ย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับทุกหย่อมย่านแห่งพุทธศาสนิก
เรื่องนี้ยากยิ่งที่จะโทษว่าเป็นเพราะ “ดวงดาว”
ไม่ว่าการประกาศและบังคับใช้คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
จะได้รับการขานรับและสดุดีอย่างไร
กระนั้น ภายในเสียงขานรับและสดุดีนั้นขอให้ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนว่าดังมาจากที่ใด เป็นใคร และมีความสำคัญอย่างไร
1 เป็นคนในแวดวงของ “คสช.” เอง
ขณะเดียวกัน 1 หากมิได้เป็นคนในแวดวง “คสช.” อย่างชนิดเนื้อกษัตริย์ ก็ต้องเป็น “ข้าราชการ” ที่ได้ดิบได้ดีมาจากระบอบแห่ง “คสช.”
ชมชอบอย่างเป็นพิเศษกับระบบ FAST TRACT ลดขั้นตอน
บังเอิญที่กระบวนการลดขั้นตอนนั้นสัมพันธ์อย่างเป็นพิเศษกับสิ่งที่เรียกกันว่า Big Project โครงการขนาดใหญ่
การยิ้มจึงย่อมเห็น “แก้ม” การแย้มจึงย่อมเห็น “ไรฟัน”
เป็นการสร้างทางสะดวกให้กับโครงการขนาดใหญ่อย่างแน่นอน เพราะเมื่อเป็นคำสั่งบนฐานแห่งมาตรา 44 จะทำอย่างไรก็ได้ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องคำนึงถึง เสียงร้องอุทธรณ์จาก 46 องค์กรภาคประชาชน จึงไม่จำเป็นต้องสนใจ
เรื่องนี้จึงยากยิ่งที่จะโทษว่าเป็นเพราะ “ดวงดาว”
ไม่ว่าการแสดงเจตจำนงอย่างเด่นชัดในเรื่อง “ระยะเปลี่ยนผ่าน” กระทั่งกำหนดเวลาออกมาอย่างเด่นชัดว่าอย่างน้อยที่สุดต้อง 5 ปี
เป็น 5 ปีภายหลังการเลือกตั้งปลายปี 2560
ที่เคยสงสัยกันว่า เหตุใด คสช.จึงต้องส่ง “โผ” ผ่านเส้นสายของตนในที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อเดือนกันยายน 2558 ให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ
ทั้งที่ “กรรมาธิการ” ยอมทุกอย่างแม้กระทั่ง “คปป.” ก็เริ่มหายสงสัย
บทสรุปจากปากของ “เนติบริกร” ระดับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ว่าทุกอย่างดำเนินไปบนฐานแห่งเจตจำนง
“เขาอยากอยู่ยาว”
จึงเท่ากับเป็นยิ่งกว่ากระบวนท่า “เปิดโปกลางบ่อน” อันมาจากนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และให้การค้ำประกัน การันตีโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่แห่ง “บูรพาพยัคฆ์” ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ปฏิกิริยาแสดงความไม่เห็นด้วยจึงเริ่มปรากฏในลักษณะที่ว่าจาก “ทั่วทุกสารทิศ” มามีชีวิตร่วมกันในป่าแห่งความขัดแย้ง
ไม่ว่าจะจาก “ประชาธิปัตย์” ไม่ว่าจะจาก “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
เรื่องอย่างนี้จึงยากเป็นอย่างยิ่งที่จะโทษว่าเป็นเพราะ “ดวงดาว”
ในยุทธจักร “กำลังภายใน” สรุปนานแล้ว ทวนเปิดเผย ไม่น่ากลัว ทวนที่ซ่อนเร้น ลี้ลับต่างหากที่ “น่ากลัว”
ทวนเปิดเผยย่อมเป็นพรรคเพื่อไทย ย่อมเป็น นปช.คนเสื้อแดง แต่ทวนที่ซ่อนเร้น ทวนที่ลี้ลับเล่าอยู่ที่ไหน มาจากมือของใคร ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็น ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะระมัดระวัง
เรื่องอย่างนี้จึงยากเป็นอย่างยิ่งที่จะโทษว่าเป็นเพราะ “ดวงดาว”

