สุจิตต์ วงษ์เทศ : โขนงานพระเมรุ

27.10.17 | 07:37 น.
โขนปัจจุบันเล่นผสมละคร สืบทอดจากโขนและละครยุคอยุธยา [ภาพจากหนังสือ ลักษณะไทย ศิลปะการแสดง เล่ม 3 จัดพิมพ์โดย ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) พ.ศ. 2551]

โขนในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ มีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพระอินทร์ เพราะโขนมีต้นกำเนิดจากกวนเกษียรสมุทร ที่พระอินทร์เป็นเทวดาประทานความสำเร็จ

กวนเกษียรสมุทร เป็นการละเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์กวนน้ำอมฤต ในพระราชพิธีอินทราภิเษกยุคต้นอยุธยา ราว พ.ศ. 2000

พระอินทร์หนุนแท่งภูเขากวนน้ำ

ขณะกวนเกษียรสมุทรอยู่นั้น ภูเขามันทระ (ที่ใช้เป็นแท่งกวน) จมลงเกษียรสมุทร

พระอินทร์เหาะขึ้นข้างบน แล้วหนุนยึดแท่งภูเขามันทระไว้มิให้จมลงไป การกวนเกษียรสมุทรจึงสำเร็จจนได้ของวิเศษต่างๆ

Advertisement

พระอินทร์ผู้บันดาลน้ำฟ้าน้ำฝนลงโลกมนุษย์ เป็นเทวดาสูงสุดทั้งฝ่ายพราหมณ์ และฝ่ายพุทธยุคดั้งเดิมในอินเดีย แล้วแผ่ถึงบ้านเมืองในภูมิภาคอุษาคเนย์ตั้งแต่ราว พ.ศ. 1000

ภาพสลักที่ปราสาทนครวัด

กวนเกษียรสมุทร มีภาพสลักไว้ราว พ.ศ. 1650 เป็นรูปขนาดมหึมาบนระเบียงปราสาทนครวัด (ในกัมพูชา) ด้านทิศตะวันออก (ซึ่งเป็นด้านหลังของปราสาท เพราะด้านหน้าหันไปทิศตะวันตก หรือหันไปทางประเทศไทย)

แสดงรูปพระอินทร์เหาะอยู่เหนือขุนเขามันทระ แล้วยึดตั้งตรงไว้คงมั่นจนสำเร็จการพิธีชักนาคกวนน้ำอมฤต

มีทศกัณฐ์พร้อมอสูรชักนาคทางหัว ส่วนทางหางเป็นเหล่าเทวดา โดยมีวานรอยู่ปลายหางนาค

ข้อมูลความรู้เหล่านี้ มีครูบาอาจารย์นักปราชญ์และนักวิชาการ ต่างศึกษาค้นคว้าไว้นานแล้ว ผมเพียงรวบรวมสรุปมาเรียบเรียงบอกเล่าอย่างสั้นๆ ง่ายๆ เท่านั้น

ความเชื่อท้องถิ่น

กวนเกษียรสมุทรที่ให้ความสำคัญแก่พระอินทร์ แทนพระวิษณุ (ตามคัมภีร์ต้นเรื่องจากอินเดีย) มีเหตุจากการปรับคติอินเดีย เข้ากับความเชื่อท้องถิ่นซึ่งแข็งแรงกว่า จึงยกย่องพระอินทร์สำคัญเหนือมหาเทพองค์อื่น

เป็นหลักฐานสำคัญอย่างหนึ่งว่าอุษาคเนย์เติบโตเป็นบ้านเมืองแข็งแรงก่อนรับอารยธรรมอินเดีย และไม่เป็นอาณานิคมอินเดีย หรือ Indianized States ตามที่นักปราชญ์ฝรั่งเศสยุคล่าเมืองขึ้นเคยบอกไว้

รามเกียรติ์ในเขมร

ราชสำนักกัมพูชาปรับเรื่องกวนเกษียรสมุทรเข้ากับรามายณะ แล้วเรียกรามเกียรติ์

จึงมีรูปสลักทศกัณฐ์กับวานรบนระเบียงปราสาทนครวัด แล้วเรียกกวนเกษียรสมุทรด้วยภาษาเขมรว่า ตึ๊ก ตะบัล แปลว่า กวนน้ำ หรือ ตำน้ำ

[ตึ๊ก แปลว่า น้ำ, ตะบัล ตรงกับตะบัน หมายถึง ตำ]

 

รามเกียรติ์ในอยุธยา

รัฐอยุธยา มีพระราชพิธีอินทราภิเษก (ยอยกพระเจ้าแผ่นดินเสมือนพระอินทร์) โดยมีการละเล่นอยู่ด้วย คือ กวนเกษียรสมุทร ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากราชสำนักเมืองพระนคร (นครวัด) สู่ราชสำนักรัฐละโว้ (ลพบุรี)

แล้วเกณฑ์ตำรวจเล็กกับมหาดเล็ก และบรรดาข้าราชการแต่งเป็นรูปต่างๆ โดยสวมหน้ากาก (เพราะยังไม่มีหัวโขน) ได้แก่ อสูร, เทวดา, วานร, พาลี, สุครีพ, มหาชมพู ฯลฯ ล้วนเป็นตัวละครในรามเกียรติ์ที่จะมีเล่นเป็นเรื่องราวต่อไปในนามโขนและละคร (คำว่า โขนและละคร ก็รับจากเขมร)

แล้วเรียกกวนเกษียรสมุทรตามคำเขมร ว่า ตึ๊ก ตะบัล แต่กลายเสียงแบบไทยเป็น           ดึกดำบรรพ์ (ให้ความหมายต่างหากว่า เรื่องราวปรัมปรา, นานมาแล้ว, เก่าแก่) ครั้นนานไปเรียกรวมๆ ว่า ชักนาคดึกดำบรรพ์ หมายถึง ชักนาคกวนน้ำอมฤต

โขน จึงนับเป็นเครื่องราชูปโภคของพระเจ้าแผ่นดินสืบตั้งแต่ยุคต้นอยุธยา

 

ชักนาคกับหนังใหญ่กลายเป็นโขน

หลัง พ.ศ. 2000 การละเล่นชักนาคกวนน้ำค่อยๆ ปรับเป็นการละเล่นรามเกียรติ์ โดยประสมประสานเข้ากับหนังใหญ่

คนแต่งตัวใส่หน้ากากในชักนาคกวนน้ำ เป็นอสูร, เทวดา, วานร ค่อยๆ กลายเข้าด้วยกันกับหนังใหญ่ที่ฉลุเป็นท่าทางต่างๆ

ในที่สุดก็เป็นโขนเล่นรามเกียรติ์แทนหนังใหญ่ ราวหลัง พ.ศ. 2100 (ทั้งหมดเป็นพัฒนาการค่อยเป็นค่อยไป จึงไม่พบหลักฐานชี้ขาดปีใดปีหนึ่ง)

 

โขนยกรบ

โขนยุคแรกเล่นกลางสนามเท่านั้น มีฉากเดียวเรียกยกรบ ระหว่างพระรามกับทศกัณฐ์

ทุกคนใส่หน้ากาก รวมทั้งพระราม พระลักษมณ์ (ยังไม่มีหัวโขน) และยังไม่มีฉากออกตัวของนางสีดา มีแต่พากย์และเจรจา ไม่มีร้อง

รามเกียรติ์เล่นในโรง มีร้อง เรียกละคร

 

งานพระเมรุมีโขน

งานพระเมรุต้องมีโขน เพราะเป็นพิธีกรรมสืบเนื่องจากพระราชพิธีอินทราภิเษก ได้แก่ (1.) ตั้งเขาพระสุเมรุ และ (2.) เล่นกวนเกษียรสมุทร

ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับความเชื่อดั้งเดิมของงานศพยุคแรกอุษาคเนย์ 3,000 มาแล้ว