ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อบ่ายวันที่ 1 มีนาคม 2559 เวลาหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมร่วมระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้วโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้แถลงผลการประชุมว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานที่ประชุมเกี่ยวกับการที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ดำเนินการปราบปรามผู้มีอิทธิพลทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดภายใน 6 เดือนว่าวันที่ 4 มีนาคม 2559 จะครบกำหนด 4 เดือนในการดำเนินการตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ใน 2 เดือนแรกได้มีการรวบรวมเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลต่างๆ ในพื้นที่ทั่วประเทศครบทั้งหมดแล้ว และหลังจากวันที่ 4 มีนาคม 2559 จะเริ่มดำเนินการจับกุม กวาดล้างผู้มีอิทธิพลทุกพื้นที่ให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นการจัดระเบียบสังคมไทยให้ได้ตามที่กำหนดไว้ภายใน 6 เดือน ในการนี้จะมีการประสานงานและบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคงซึ่งมีทั้งตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง
การเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลที่ใช้เวลา 2 เดือนนั้น เป็นการดำเนินการทางข่าวกรองซึ่งเป็นปกติสำหรับทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง และเมื่อปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เริ่มการกวาดล้างที่จังหวัดนครปฐมและสระแก้วก่อน ก็แสดงว่าเจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลทางข่าวกรองแล้วว่าสองจังหวัดนั้นมีการกระทำความผิดของผู้มีอิทธิพลมากกว่าจังหวัดอื่น
แต่ที่ผมออกจะประหลาดใจก็คือ การแถลงของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นการประกาศเปิดเผยล่วงหน้าถึงกำหนดเวลาที่จะจับกุมกวาดล้างให้ผู้ต้องสงสัยรู้ตัว ผิดหลักยุทธการของทั้งทหารและตำรวจ และเมื่อผู้ต้องสงสัยรู้ตัวเช่นนี้ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงจะต้องหลบหนีหรือยักย้ายของกลาง เช่น อาวุธและสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ ไปทำลายหรือซ่อนไว้ที่อื่น
และเมื่อมีการกวาดล้างจริงๆ ในจังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ก็ปรากฏว่าแม้เจ้าหน้าที่จะตรวจพบอาวุธปืนและกระสุนปืนเป็นจำนวนมาก แต่ปืนและกระสุนส่วนใหญ่ที่พบก็เป็นปืนพกสั้นปืนลูกซองและกระสุนที่หาได้โดยทั่วไป และมิใช่อาวุธร้ายแรงสำหรับใช้ในการสงคราม นอกจากนั้นยังปรากฏด้วยว่าจุดที่ตรวจค้นแห่งหนึ่งในจำนวน 8 แห่งในจังหวัดนครปฐม เจ้าหน้าที่ไม่พบสิ่งที่ผิดกฎหมายเลย
ที่น่าสนใจก็คือ ในวันที่ 4 มีนาคม ก่อนปฏิบัติการกวาดล้าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แถลงว่าได้รับรายงานว่าขณะนี้มีผู้มีอิทธิพลประมาณ 6,000 ราย เป็นทั้งบุคคลทั่วไป ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น และข้าราชการทหาร ตำรวจ และที่มีการคาดหวังว่ากลุ่มผู้มีอิทธิพลที่เป็นข้าราชการ โดยเฉพาะตำรวจและทหารที่อยู่ในบัญชีรายชื่อจะได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น กรณีดังกล่าวมักเกิดขึ้นจริงในอดีต แต่ในปัจจุบัน “ได้ปรับเปลี่ยนหมดแล้ว และไม่น่าจะมีการช่วยเหลือกัน” ผบ.ตร.คาดหมายว่าหลังการปฏิบัติการกวาดล้างและปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลจะลดลง 60-70 เปอร์เซ็นต์ และมั่นใจว่าสังคมจะดีขึ้น ประชาชนจะถูกการข่มขู่รังแกน้อยลง และสามารถใช้ชีวิตเป็นปกติสุข
ผมไม่แน่ใจว่า ที่ ผบ.ตร.บอกว่าตำรวจได้รับการ “ปรับเปลี่ยนหมดแล้ว” และจะไม่ช่วยเหลือผู้มีอิทธิพลที่เป็นทหารและตำรวจนั้นจะเป็นความจริงเพียงใด เพราะถ้าหาก ผบ.ตร.หมายถึงการแต่งตั้งโยกย้ายเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็แน่ใจไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ช่วยเหลือผู้มีอิทธิพล เพราะการปรับเปลี่ยนที่กระทำไปแล้วนั้นจะเป็นแต่เพียงการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่ และมิได้หมายความว่าคุณภาพของผู้ที่ถูกแต่งตั้งโยกย้ายจะดีขึ้น
คุณภาพของตำรวจจะดีขึ้นจนเชื่อได้ว่าตำรวจจะไม่เข้าข้างหรือช่วยเหลือผู้ร้ายก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิรูปและปรับปรุงระบบงานตำรวจ โดยเฉพาะการบริหารงานบุคคลแล้วเท่านั้น หากการฝึกอบรมตำรวจยังมิได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจนแน่ใจได้ว่าสามารถผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ และหากยังมิได้มีการใช้ระบบคุณธรรมจริงๆ ในการแต่งตั้งโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งตำรวจ แต่ยังมีการวิ่งเต้นและซื้อขายตำแหน่งกันอยู่ ก็จะไม่มีอะไรเป็นประกันว่าตำรวจจะไม่เข้าข้างหรือช่วยผู้มีอิทธิพล
และฝันของ คสช.หรือของ ผบ.ตร.ก็จะไม่มีวันเป็นความจริง

