Biohacking : แฮกชีวิตเพื่อสุขภาพ โดย : ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

30.10.17 | 14:09 น.

ตอนยังวัยรุ่น ตัวผมเองไม่ค่อยใส่ใจรักษาสุขภาพเท่าไรนัก ไม่ยอมออกกำลังกาย ไม่ยอมเลือกกินอาหาร จนกระทั่งเมื่ออายุมากขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มง่ายขึ้น และเหนื่อยง่ายขึ้น – แค่ทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ
ก็หอบแล้ว – นั่นแหละ ผมจึงหันมาดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย และเลือกกินบ้างท่ามกลางเสียงบ่นของที่บ้าน ว่า “ก็บอกตั้งนานแล้ว ว่าให้ดูแลร่างกายหน่อย มารอจนแก่แล้วมันก็กลายเป็นเรื่องยาก!”

ของแบบนี้ ต้องเจอเองนั่นแหละ ถึงจะรู้ ใช่ไหมครับ

สุขภาพดีเป็นสิ่งที่คนส่วนมากหวังตั้งแต่อดีตกาล ในอดีต เราอาจได้ยินวิธีการ “บำรุงสุขภาพ” หลากหลาย ทั้งที่ดู “ปกติ” บ้างเช่น การงดอาหารที่มีไขมันสูง ทานมังสวิรัติ หรือดูแปลกๆ บ้าง อย่างเช่นการเสาะหาอวัยวะเพศของสัตว์มากินโดยเชื่อว่าจะทำให้อายุยืนยาว ไม่เจ็บป่วย ปัจจุบัน เราได้เห็นวิธีรักษาสุขภาพที่อาจมาในรูปแบบที่ดูเป็น “วิทยาศาสตร์” มากขึ้นเช่น การกินวิตามินเสริม หรือการกระตุ้น
ร่างกายด้วยสภาพแวดล้อมภายนอก (ความร้อน ความเย็น คลื่น ฯลฯ) และเมื่อเทคโนโลยีทำให้สุขภาพกลายเป็นเรื่องชั่งตวงวัดได้กว่าแต่ก่อนขึ้นไปอีก – เราสามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, การเผาผลาญแคลอรี, ระดับน้ำตาลในเลือด, อัตราการหายใจ ฯลฯ ได้ผ่านแก็ดเจ็ตที่หาซื้อได้ง่ายดายไม่ลำบาก – เราจึงได้เห็นขบวนการรักษาสุขภาพในรูปแบบใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับอารมณ์แบบซิลิคอนวัลเลย์ – อารมณ์แบบ “แฮกเกอร์” ที่ไม่ได้แฮกระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายอะไรอื่น แต่ “แฮก” ร่างกายตัวเอง

ตัวอย่างหนึ่งที่อาจวาดภาพ Biohacking ให้เห็นชัดขึ้นคือคุณ Serge Faguet เจ้าของเว็บไซต์ hackernoon.com และซีอีโอของบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง ที่เขียนบรรยายการแฮกชีวิตตนเองไว้อย่างละเอียดลออผ่านบทความ “ผมอายุ 32 และใช้เงินไป 200,000 เหรียญ เพื่อแฮกร่างกาย, กลายเป็นคนที่สงบลง ผอมลง กล้าแสดงออก (extroverted) ขึ้น ทั้งยังสุขภาพดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้นด้วย” – อาจฟังดูคล้ายกับโฆษณา ดูเหมือนว่าจะมาขายอะไร แต่นี่เป็นเพียงการบันทึกประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวของเขาเท่านั้นนะครับ

Serge Faguet “แฮก” ร่างกายอย่างไรบ้าง เขาแบ่งโครงการนี้ออกเป็นหกด้าน คือด้านคุณภาพการนอนหลับ, สารอาหาร, ออกกำลังกายพอเหมาะ, สุขภาพจิต, การทดสอบทางการแพทย์ และการกินอาหารเสริมและยา คำที่เขาใช้บรรยายวิธีดูแลสุขภาพของตนเองบ่อยๆ คือ “Optimal” (เหมาะ, ได้ผลอย่างเหมาะสมที่สุด) ซึ่งเป็นศัพท์ที่ดูคล้ายกับการปรับจูนเทคโนโลยี อย่างปัญญาประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ – Faguet ค่อนข้างระวังกับการเชื่อหรือไม่เชื่ออะไร โดยระบุไว้ว่าสิ่งที่เขาทำจะต้องมีงานวิจัยรองรับในระดับหนึ่ง และยังต้องคุ้มค่า (ต่อเงินหรือเวลาที่เสียไป) และที่สำคัญคือจะต้องวัดผลได้

Advertisement

ด้านคุณภาพการนอนหลับ – Faguet ใช้อุปกรณ์วัดคุณภาพการหลับแบ่งตามช่วงต่างๆ (REM, Resting), ใช้โปรแกรมตัดแสงสีฟ้า 3-4 ชั่วโมงก่อนนอน, ปรับอุปกรณ์ห้องนอนให้เย็น 18-19 องศาเซลเซียสและมืดสนิท อาจใช้อุปกรณ์อย่าง Chilipad เพื่อให้ร่างกายเย็นขึ้น

ด้านสารอาหาร – เขาไม่กินน้ำตาลในรูปแบบใดๆ ไม่กินอาหารที่ผ่านกระบวนการ (processed food) ไม่กินเนื้อจากฟาร์มอุตสาหกรรม กินผักเป็นส่วนมาก กินออร์แกนิค ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ กินอาหารคีโตเจนิก
(ไขมันสูงและคาร์โบไฮเดรตต่ำ) ที่สำคัญคือ เขาอดอาหารตามช่วงเวลา (intermittent fasting) สามวันต่อสัปดาห์ ในสามวันนี้เขาจะกินอาหารได้เพียงหนึ่งมื้อเท่านั้น

ด้านออกกำลังกาย – เขาหาข้อมูลและพยายามออกกำลังกายให้ “ได้ผลเหมาะสม” ที่สุด โดยใช้เวลาส่วนมากไปกับการออกกำลังกาย Hip Hinge เพราะตามตรรกะแล้วเขาคิดว่าควรออกกำลังกายกล้ามเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุด จะได้ผล “ดีกว่า”
ออกกำลังกล้ามเนื้อเล็กๆ อย่างไบเซ็ป นอกจากนั้น เขายังออกกำลังกายแบบ HIIT (หนักสำหรับเบา) และยังพยายามไม่ใช้เวลากับการนั่งด้วย (เช่น ใช้โต๊ะยืน)

ด้านสุขภาพจิต – เขานั่งสมาธิทุกวัน, จ้างจิตแพทย์ที่เป็นนักประสาทวิทยา, สัญญากับตัวเองว่าจะไม่โกหก เพราะมันใช้พลังสมองมากเกินไป

ด้านการทดสอบทางการแพทย์ – เขาตรวจสอบเลือด, ยีน, และตัวแปรต่างๆ ในร่างกายอย่างสม่ำเสมอ (เปอร์เซ็นต์ไขมัน, CIMT – Constraint Inced Movement Therapy, หัวใจ, สารพิษ) เพื่อดู “เมตริกซ์” ของร่างกายตัวเอง – เหมือนกับการตรวจ KPI ของบริษัทอย่างไรอย่างนั้น

ด้านอาหารเสริมและยา – น่าตกใจที่ Faguet กินยาและอาหารเสริมแต่ละวันมากเป็นกำๆ เขากิน Metfromin, Lithium, ยาระงับโรคซึมเศร้า SSRI, ไทรอยด์, Growth Hormone, ยาบล็อก Estrogen และอื่นๆ เขาไม่คิดว่ายามีเพื่อ “รักษา” เท่านั้น แต่คิดว่ามีเพื่อ “เพิ่มพูนประสิทธิภาพ” ด้วย

เมื่อได้ฟังการใช้ชีวิตของ Faguet เราอาจจะคิดว่านี่คือวิถีที่เป็นแบบเฉพาะ แต่ความจริงคือขบวนการแฮกร่างกายแบบนี้กำลังได้รับความนิยมจากผู้คนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างมาก เพราะตาม
“เมตริกซ์” ที่พวกเขาวัด – มันดูจะได้ผลจริงๆ

พวกเขาบางคนยอมรับว่าการ “แฮกร่างกาย” ด้วยการใช้ทรัพยากรทั้งเงินและเวลามากๆ เช่นนี้จะเป็นการตอกย้ำซ้ำเติมความไม่เท่าเทียมในอนาคต เพราะมีแค่ผู้ที่พรั่งพร้อมเท่านั้นที่จะเข้าถึงสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายได้ กระทั่งกระแสการอดอาหารแบบ Intermittent Fasting ที่ได้รับความนิยมพุ่งสูงขึ้นก็สามารถถูกอ่านได้ว่าเป็นแนวคิดสำหรับคนรวยเท่านั้น (เพราะสามารถ “เลือก” ที่จะไม่กินได้ ในขณะที่คนที่มีรายได้น้อยนั้นไม่ได้เลือก แต่ไม่มีจะกิน)

ในอนาคตเราจึงอาจเห็นคนยากไร้ที่สุขภาพแย่ และคนร่ำรวยที่มีสุขภาพ (ทั้งกาย จิตใจ และสมอง) ดีเหนือมนุษย์ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และประโยคที่บอกว่า “มีเงินแค่ไหน ก็สู้มีสุขภาพดีไม่ได้” ก็อาจไม่จริงอีกต่อไป เมื่อคุณสามารถมีทั้งเงิน เพื่อให้มีสุขภาพที่ดีเหนือมนุษย์ไปได้พร้อมกัน