เมื่อพูดถึง “เมืองเทคโนโลยี” หรือที่ที่เป็นต้นกำเนิดนวัตกรรมในสหรัฐอเมริกา หลายคนคงจะนึกถึงซิลิคอนวัลเลย์, แคลิฟอร์เนีย หรือนิวยอร์ก หรือหากขยายไปมากกว่านั้นก็อาจนึกถึงเมืองอย่างออสติน หรือบอสตัน แต่หนึ่งในเมืองที่ถือว่ากำลัง “มา” ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีนี้คือเมืองพิตตส์เบิร์ก, เพนซิลเวเนีย
พิตตส์เบิร์กเป็นเมืองที่โด่งดังในฐานะ “เมืองเหล็กกล้า” (Steel City) เพราะเป็นแหล่งรวมอุตสาหกรรมเกี่ยวกับเหล็กไว้มากกว่า 300 แห่งด้วยกัน และมันยังโด่งดังในฐานะ “เมืองแห่งสะพาน” ด้วย ด้วยการมีสะพานมากกว่า 446 แห่ง นอกจากเหล็กแล้ว พิตตส์เบิร์กยังเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่คลาสสิกมาก เป็นแหล่งผลิตอะลูมิเนียม กระจก เรือ ปิโตรเลียม และอื่นๆ
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เมืองอุตสาหกรรมหนักอย่างพิตตส์เบิร์กจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมทันสมัยได้ไหม – คำตอบคือ ได้อย่างไม่ต้องสงสัย
ปัจจุบัน พิตตส์เบิร์กเป็นฮับรวมบริษัทเทคโนโลยีดังๆ อย่าง Google, Apple, Facebook, Uber และบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากกว่า 1,600 แห่ง ที่ก่อให้เกิดอัตราการจ้างงานมากกว่า $20.7 พันล้านต่อปี ถือเป็นเมืองเทคโนโลยีอย่างแท้จริง บริษัทอย่าง Uber เลือกพิตตส์เบิร์กให้เป็นเมืองทดสอบรถยนต์ขับเคลื่อนเองได้ และปัจจุบันพิตตส์เบิร์กก็ถือเป็นหนึ่งใน “ตัวเต็ง” ของข้อเสนอที่จะให้ Amazon มาตั้งสำนักงานใหญ่อีกแห่งที่นี่ ท่ามกลางข้อเสนอของอีกหลายเมือง (ปัจจุบัน Amazon มีออฟฟิศที่นี่อยู่แล้ว โดยเป้าหมายของออฟฟิศย่อยคือพัฒนา Alexa ผู้ช่วยเสมือนให้ทำงานดีขึ้น)
เร็วๆ นี้ (เดือนกรกฎาคม) ในบทความชื่อ “พิตตส์เบิร์กปรับหน้าปรับตาใหม่เป็นเมืองเทคโนโลยี” (Pittsburgh Gets a Tech Makeover) ในนิวยอร์กไทมส์ คิดว่าต้นตอ หรือ “ส่วนผสมพิเศษ” ที่ทำให้พิตตส์เบิร์กพลิกโฉมหน้าได้สำเร็จ คือแผนกวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลลอน (Carnegie Mellon University’s School of Computer Science) โดยอ้างถึงคำสัมภาษณ์ของนายกเทศมนตรี Bill Peduto ที่บอกว่า หากโรงงานเหล็กเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เมืองกลายเป็นขุมพลังทางอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 แล้วล่ะก็ ในศตวรรษนี้ คาร์เนกี้ เมลลอน และมหาวิทยาลัยพิตตส์เบิร์ก ก็เป็นขุมพลังแบบนั้นเช่นกัน เพราะมันช่วยผลิตแรงงานชั้นดีออกสู่ตลาดอย่างมากมาย
ผมมีโอกาสได้เดินทางมายังเมืองพิตตส์เบิร์กในฐานะนักข่าว โดยได้รับทุนจากรัฐบาลสหรัฐ เพื่อศึกษาว่าอะไรที่เป็นปัจจัยในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดนวัตกรรม และได้มีโอกาสสัมภาษณ์คนที่มีบทบาทสำคัญหลายคนในแวดวงเทคโนโลยีของพิตตส์เบิร์ก เช่น ผู้อำนวยการ Robotic Institute ของ Carnegie Mellon หรือหัวหน้า “Project Olympus” ซึ่งเป็นหน่วยงานฟูมฟัก (Incubator) สตาร์ตอัพหน้าใหม่จากมหาวิทยาลัยให้ออกสู่โลกจริงได้อย่างภาคภูมิ รวมถึงผู้ประสานงาน AlphaLab องค์กร “เร่ง” (Accelator) สตาร์ตอัพ ที่ทั้งลงทุนและผลักดันให้ธุรกิจขยายตัว ผ่านการสัมภาษณ์เหล่านี้ ผมพบเหตุผลร่วมสองสามประการที่ทำให้พิตตส์เบิร์กกลายเป็นเมืองเทคโนโลยีที่อยู่แถวหน้าในปัจจุบัน
ผมคิดว่าเหตุผลประการแรกที่แขกหลายคนพูดตรงกัน คือพิตตส์เบิร์กเป็นเมืองที่ “ฮิป” และ “อยู่ได้” (livable) อย่างสบายๆ สวนกระแสกับการพุ่งขึ้นของค่าครองชีพในนิวยอร์กและซิลิคอนวัลเลย์ Kit Needham หัวหน้า Project Olympus บอกว่า “ที่ซิลิคอนวัลเลย์ ค่าเช่าห้องสูงจนถึงแม้คุณจะทำงานในเซ็กเตอร์เทคโนโลยีที่มีรายได้สูงแล้ว ก็ยังจะจ่ายไม่ค่อยไหว” เธออ้างถึงกลยุทธ์การชักจูงคนของบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง (ถ้าจำไม่ผิดคือ Amazon) เพื่อให้พนักงานย้ายมาอยู่ที่นี่ โดยการพรินต์รูปบ้านที่มีค่าเช่าเท่าๆ กันระหว่างพิตตส์เบิร์กกับซิลิคอนวัลเลย์ สองแห่งแปะไว้ตรงผนังห้องน้ำ ในขณะที่ราคาค่าเช่าเท่านี้จะได้ห้องขนาดรูหนูในซิลิคอนวัลเลย์ แต่ที่พิตตส์เบิร์ก คุณจะได้บ้านวิกทอเรียนแทบทั้งหลัง ผลคือการโฆษณาชักจูงนี้ได้ผลมาก และผู้ประกาศต้องเอาแผ่นปิดประกาศลงในหนึ่งวัน เพราะมีคนสมัครมากเกินไป
ความ “คูล” ของพิตตส์เบิร์กนั้นได้รับการพูดถึงในหลายสื่อ อย่างในปี 2015 นิตยสาร Monocle ก็พูดถึงย่าน Lawrenceville ที่พลิกโฉมจากย่านคนใช้แรงงาน (blue-collar) กลายมาเป็นย่านฮิปที่เต็มไปด้วยคาเฟ่และร้านอาหารดีๆ หรือนิตยสาร Harper Bazaar ก็ยกให้พิตตส์เบิร์กติดอันดับ 4 จาก “17 แห่งที่คุณควรไปเที่ยวในปี 2017” รองจากนิวซีแลนด์ แคนาดา และฟินแลนด์ โดยบอกว่า พิตตส์เบิร์กเป็นเมืองที่ “ถูกมองข้าม” (Underrated) มากที่สุดในอเมริกา
เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้พิตตส์เบิร์กกลายเป็นเมืองเทคโนโลยีได้สำเร็จดูเหมือนจะเป็นตัวคาร์เนกี้ เมลลอน นี้เอง
von Ahn ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Duolingo (ซอฟต์แวร์เรียนภาษาที่โด่งดังมาก) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่พิตตส์เบิร์ก บอกว่า “สาเหตุที่ผมยังอยู่ที่พิตตส์เบิร์กต่อ ก็คือคาร์เนกี้ เมลลอน นี้เอง” เขาบอกว่า “มหาวิทยาลัยนี้ผลิตนักศึกษาชั้นดีออกมา ปีละมากกว่า 500 คน”
ปัจจุบันสภาพอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในพิตตส์เบิร์กอุดมสมบูรณ์มากพอที่คุณจะสร้างอาชีพที่ยั่งยืนจากที่นี่ได้ เมื่อประกอบกับคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว มันจึงเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของคนทำงานโดยไม่ต้องคิดซ้ำสอง ผ่านการเดินทาง ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ยาวนานกว่าสิบปี โดยมีแกนหลักคือแหล่งการศึกษาชั้นดี พิตตส์เบิร์กจึงพัฒนาตัวเองมาเป็นหนึ่งเมืองที่แรงงานด้านเทคโนโลยีถือเป็นจุดหมายในที่สุด

