แม้ว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในฐานะผู้กุมอำนาจรัฐสูงสุดจะพูดจนมีการตีความว่าการปลดล็อกการเมืองเพื่อให้พรรคทำกิจกรรมเพื่อเตรียมตัวเลือกตั้งอาจจะยืดออกไปได้หากยังมีความเคลื่อนไหวที่จะก่อให้เกิดความยุ่งยาก ซึ่งทำให้เกิดการวิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ด้วยความกังวลต่อความไม่แน่นอนในการคืนอำนาจให้ประชาชน
แต่ที่สุดแล้วนั่นเป็นเพียงเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์กันไป อาจจะเป็นแค่คนที่พยายามขุดค้นหาประเด็นที่จะพูดแล้วให้ประชาชนให้ความสนใจที่จะเงี่ยหูฟัง
อันที่จะเลยเถิดไปตามความคิดว่า “การเลือกตั้ง” จะต้องเลื่อนออกไปดูจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก
สัญญาณหลายๆ อย่างเริ่มสะท้อนให้เห็นแรงกดดันที่มีต่อรัฐบาลเพิ่มขึ้น
อย่างเช่น แม้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะยังไม่ยกเลิกคำสั่งห้ามนักการเมืองเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่จะพบว่าคำสั่งดังกล่าวเริ่มที่จะได้ถูกนำมาใช้ควบคุมอย่างเข้มงวดเหมือนที่ผ่าน แม้ความเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการจะยังไม่มี แต่การดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการใช่ว่าจะทำกันอย่างปกปิด การนัดหารือ นัดพูดนัดคุย วางยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีของพรรคทำกันตลอด เพียงไม่มีความตั้งใจที่จะให้เป็นข่าวเท่านั้น
ที่เห็นได้ชัดคือ การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองโดยเฉพาะกับการทำหน้าที่ของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งแต่ก่อนหน้านั้นมีตัวเล่นเพียง 2-3 คน แต่วันนี้เรียงหน้ากันออกมามากขึ้น
ซึ่งเป็นสัญญาณว่า นักการเมืองเริ่มที่จะปลุกความกล้าของตัวเองมายืนอยู่ในจุดให้เห็นบทบาทการเป็นปากเสียงแทนประชาชนมากขึ้น
มากขึ้นทั้งความเข้มข้นในการนำเสียงที่ใช้วิพากษ์วิจารณ์และความกว้างขวางของเนื้อหาที่ครอบคลุมหลากหลายประเด็นมากขึ้น
แน่นอนแม้หลักๆ จะยังเป็นการออกมาพูดแทนประชาชนของพรรคเพื่อไทย แต่ในช่วงหลังเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์ก็มีแทรกเข้ามาไม่น้อย แม้ประเด็นจะยังอยู่กับการออกแบบโครงสร้างทางการเมืองมากกว่าที่จะพูดถึงความเดือดร้อน และความต้องการของประชาชนก็ตาม
มองไปที่บทบาทของภาคประชาชนจะพบว่าความเคลื่อนไหวทางเชิงแบ่งสีทำนองว่า “เรื่องนี้เอ็งเห็นดี ข้าจะต้องค้าน แต่ถ้าเอ็งเห็นไม่ดี ข้าจะต้องหนุน” เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต แม้จะยังพอมีให้ได้เห็นได้ฟังอยู่บ้าง แต่เจือจางความเข้มข้นไปมากแล้ว บางเรื่องท่าทีกลับไปในทางเดียวกันก็มีไม่น้อย
โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์เชิงความเหมาะสมในทางจริยธรรม เริ่มจะมีมุมมองไปในทางเดียวกันมากขึ้น
นั่นเป็นความเข้มแข็งขึ้นของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง ว่าด้วยความเข้มแข็งของรัฐบาลซึ่งเนื่องจากบริหารจัดการประเทศมาหลายปีทำให้ความรู้สึกที่จะยอมรับหรือไม่ยอมรับในอำนาจขึ้นอยู่กับการยอมรับใน “ผลงาน” มากกว่ายอมจำนนกับ “อำนาจ” อย่างราบคาบเหมือนที่ผ่านมา
ต้องถือว่ารัฐบาลสร้างความเข้มแข็งให้เกิดการยอมรับได้ไม่มากนัก
ผลงานด้านเศรษฐกิจ แม้ว่าพยายามที่จะชี้ให้เห็นความหวังที่ดีขึ้น แต่ความรู้สึกในภาพรวมของคนทั่วไปไม่ได้เป็นไปอย่างที่รัฐบาลหวังให้รู้สึก
ในด้านสังคม ที่คาดหวังสำนึกในจริยธรรมที่สูงส่ง สำนึกในความตระหนักถึงความเลวร้ายของคอร์รัปชั่นที่ควรจะเป็นในทางปฏิบัติมากกว่ามาพูดพล่ามให้น้ำท่วมทุ่ง
ในด้านการเมืองที่ต้องการเห็นความสามารถในการบริหารจัดการความเป็นไปของประเทศให้สอดคล้องกับการพัฒนาของโลก
ความคาดหวังทั้งหลายแหล่ ทำให้ความเข้มแข็งอันเกิดจากความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล มีคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ
สัญญาณเหล่านี้ย่อมชี้ให้เห็นว่า “การเลือกตั้ง” ไม่ควรจะเลื่อนออกไป หากผู้มีอำนาจคิดถึงอนาคตของตัวเอง
การอยู่ต่อในสภาพที่ความเข้มแข็งของตัวเองลดลงเรื่อยๆ ขณะบทบาทของฝ่ายที่ยืนอยู่อีกฝั่งกลับเข้มแข็งและมีความชอบธรรมในความรู้สึกของประชาชนมากขึ้น
ผู้มีปัญญาย่อมมองเห็นว่า ควรจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหรือไม่
……………..
สุชาติ ศรีสุวรรณ

