บางครั้งเราก็มองเห็นภาพสะท้อนของสังคมใหญ่ๆ ได้ในภาพเล็กๆ เช่นเรื่อง “ที่จอดรถ” ในห้างสรรพสินค้า
เมื่อคุณวนรถเข้าห้างนั้น ที่จอดรถชั้นแรกๆ โดยเฉพาะจุดที่ตรงข้ามทางเข้าห้างจุดที่ใกล้ที่สุด จะเป็นที่จอดรถสำหรับสมาชิกระดับบนๆ ของบัตรสมาชิกของห้างนั้น หรือบัตรเครดิตที่มีข้อตกลงกัน ทั้งในห้างใหญ่ๆ หลายห้าง จุดกึ่งกลางที่ดีที่สุดของเขตจอดรถหัวแถวนั้น อาจจะกันไว้สำหรับซุปเปอร์คาร์ ซึ่งจะต้องอาศัยที่จอดรถกว้างเป็นพิเศษ
วงนอกของเขตจอดรถชั้นพิเศษนั้นออกมา ก็จะเป็นที่จอดสำหรับรถที่ซื้อมาจากผู้นำเข้าบางเจ้า หรือสำหรับรถบางยี่ห้อ หรือไม่ก็สำหรับผู้ทรงอภิสิทธิ์ปลีกย่อยอื่นๆ ตามแต่ที่ห้างนั้นจะมีข้อตกลงกันพื้นที่ไว้ให้
นอกจากที่จอดพิเศษเหล่านั้นแล้ว ก็จะมีมุมหนึ่งที่ใกล้กับทางเข้าห้างที่สุด อาจจะเป็นส่วนด้านหน้าฝั่งเดียวกับทางเข้าห้าง จะเป็นพื้นที่ซึ่งกันไว้สำหรับที่จอดรถคนพิการ และจะมีที่จอดรถอยู่อีกครึ่งชั้น ที่กันไว้เป็นที่จอดรถเฉพาะสุภาพสตรี หรือบางที่ก็จะมีพื้นที่สำหรับรถยนต์ของผู้ที่มาเป็นครอบครัวมีเด็กเล็ก
สำหรับรถยนต์ที่ไม่เข้าเงื่อนไขใดๆ ตามข้างต้นเลย ก็เชิญวนรถไปหาที่จอดชั้นอื่นๆ ต่อไป ตามแต่โชคแต่ดวงของคนขับแต่ละคน
จำได้ว่าระบบ “ที่จอดรถอภิสิทธิ์” แบบนี้ เริ่มมีขึ้นได้ราวๆ สิบปีหลังมานี้เอง ในตอนแรกก็มีผู้ที่อึดอัด
คับข้องบ่นๆ กันอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็สามารถยอมรับได้ และเห็นเป็นเรื่องปกติไป เมื่อขับรถไปห้างสรรพสินค้าที่จัดระบบจอดรถดังว่า ก็ขับเลยไปยังชั้นที่ตัวเองมีสิทธิจอดได้เลย ไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจอันใดให้มากความ
น่าสังเกตว่า ในเมื่อเราสามารถยอมรับใน “อภิสิทธิ์” บางเรื่องได้ อย่างน้อยก็เช่นเรื่องของที่จอดรถที่ว่า นั่นก็แปลว่าคำว่า “อภิสิทธิ์” นั้นไม่ใช่สิ่งเลวร้ายในตัวเอง (แน่นอนล่ะ หาไม่แล้ว คงไม่มีใครตั้งชื่อลูกหลานว่า “อภิสิทธิ์”)
“อภิสิทธิ์” อธิบายง่ายๆ ก็คือ “อำนาจพิเศษที่ไม่ต้องทำตามกฎเกณฑ์” ซึ่งรวมถึงการได้รับสิทธิที่มากเกินกว่ากฎเกณฑ์ตามปกติด้วย ที่ในที่สุดจะนำมาซึ่งประโยชน์ของผู้ได้รับอภิสิทธิ์นั้น อย่างเรื่องที่จอดรถ ก็คือตามหลักการอันควรนั้น การได้จอดรถในที่จอดรถอันมีจำกัด ควรจะถือหลักการ “มาก่อนได้ก่อน” คือใครมาก่อนก็ได้เลือกจอดรถในช่องจอดที่ว่างได้ก่อน
หากสำหรับผู้ที่ได้รับ “อภิสิทธิ์” ในการจอดรถตามข้อตกลงพิเศษแล้ว ก็สามารถละเว้นกฎเช่นนั้นได้ ด้วยการเข้าไปจอดยังที่จอดรถสำรองที่กันไว้ให้ตาม “อภิสิทธิ์” ของตนเองได้เลยทันที
ทั้งนี้ ต้องไม่สับสนระหว่าง “อภิสิทธิ์” กับ “การอำนวยความสะดวกเพื่อการใช้สิทธิได้อย่างเท่าเทียมกัน” เช่น การจอดรถของคนพิการ หรือห้องน้ำของคนพิการนั้น เป็นไปเพื่อให้คนพิการสามารถใช้สิทธิของตนได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่นๆ เนื่องจากมีข้อจำกัดทางร่างกาย หรือแม้แต่ในกรณีของที่จอดรถสุภาพสตรี ซึ่งมีไว้เพื่อประโยชน์ด้านความปลอดภัย
“อภิสิทธิ์” นั้นส่วนมาก มักจะเป็นข้อยกเว้นกฎที่ไม่มีเหตุผลที่เชื่อมโยงโดยตรงอันอธิบายได้ในสาระสำคัญของเรื่องที่ได้รับสิทธินั้น เช่น การที่ถือบัตรเครดิตระดับไวเบรเนียม ทำไมจึงควรได้จอดรถได้ง่ายดายกว่ารถคันอื่น หรือทำไมการเป็นญาติโยมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงได้รับบริการของทางราชการที่เร็วกว่าประชาชนคนอื่นๆ
อภิสิทธิ์เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมโดยแท้ แต่กระนั้น อภิสิทธิ์ก็เป็นสิ่งที่เย้ายวนใจผู้คน ยิ่งอภิสิทธิ์ใดที่ผู้ที่ได้รับนั้นจะต้องมีเงื่อนไขพิเศษนอกเหนือจากการ “มีเงิน” (ซึ่งเหมือนเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นว่าใครๆ ก็สามารถบรรลุเงื่อนไขนี้ได้) อภิสิทธิ์เหล่านี้ยิ่งมีเสน่ห์ยั่วยวนให้ผู้คนพยายามเข้าถึงเงื่อนไขเพื่อให้ได้มาซึ่งอภิสิทธิ์นั้นมากขึ้นไปเท่านั้น เพราะอภิสิทธิ์ตอบสนองความต้องการพื้นฐานระดับสูงของมนุษย์ที่ต้องการจะเป็นที่เคารพนับถือหรือเป็นคนพิเศษ
เหตุที่คนส่วนใหญ่จึงไม่เชิงว่าจะมีปัญหากับระบบ “อภิสิทธิ์” แต่จะมีคำถามหรือไม่พอใจกับ “บางอภิสิทธิ์” เท่านั้น นั่นก็เพราะว่า โดยแท้แล้ว แม้อภิสิทธิ์นั้นจะเป็นการที่ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับข้อยกเว้นเหนือ “กฎเกณฑ์” แต่สำหรับอภิสิทธิ์ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับได้นั้น มันก็มี “กฎเกณฑ์” ของมัน ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าเป็น “อภิสิทธิ์อันอธิบายได้”
นั่นคือ อภิสิทธิ์ที่มีหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่แน่นอนว่า ทำอย่างไรจึงได้อภิสิทธิ์นั้นมา และเมื่อหากผู้ใดบรรลุหลักเกณฑ์เช่นว่านั้นแล้ว ก็จะสามารถได้รับ “อภิสิทธิ์” นั้นได้อย่างแน่นอน หรือใครก็ตามที่เข้าหลักเกณฑ์เช่นนั้นก็จะได้อภิสิทธิ์เป็นธรรมดา อภิสิทธิ์ในรูปแบบนี้จึงเป็น “อภิสิทธิ์อันอธิบายได้” และด้วยเหตุนี้ คนส่วนใหญ่ก็จะยอมรับได้
เพราะถ้าวันใดก็ตามที่คุณมีฐานะทางการเงินพอที่จะซื้อซุปเปอร์คาร์มาขับไปห้าง หรือมีบัตรเครดิตระดับไวเบรเนียม เมื่อนั้นคุณย่อมได้สิทธิในการจอดรถแถวหน้าของห้างสรรพสินค้านั้นได้แน่นอน หรือในการสมัครเอาลูกเข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง หากเรารู้แน่ชัดว่า บุตรหลานของบุคลากรในโรงเรียนนั้นจะได้รับการพิจารณาก่อนเป็นพิเศษ เราก็ยอมรับได้ หรือแม้แต่ถ้ามีหลักเกณฑ์ชัดเจนไปเลยว่า ถ้าบริจาคเงินเกินกี่แสนกี่ล้านบาท ก็รับประกันว่ามีที่เรียนในโรงเรียนนั้น เช่นนี้คนส่วนหนึ่งก็อาจจะยอมรับได้
เหล่านี้แหละคืออภิสิทธิ์ที่ “อธิบายได้” คือเป็นสิทธิในการยกเว้นกฎเกณฑ์ทั่วไป ที่มีกฎเกณฑ์เฉพาะของมันอีกทีหนึ่ง ซึ่งอนุมานว่าผู้ใดที่เข้ากฎเกณฑ์เฉพาะนั้น ย่อมมีอำนาจยกเว้นกฎเกณฑ์ทั่วไปได้เช่นเดียวกัน
อาจจะเรียกว่า อภิสิทธิ์ที่อธิบายได้เช่นนี้ เป็น “ความไม่เท่าเทียมกัน” โดย “เสมอภาค”
ในขณะที่อภิสิทธิ์ที่อธิบายไม่ได้ นั่นคืออภิสิทธิ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่า ในกรณีใดหรือบุคคลใดที่ “อภิสิทธิ์” นั้นจะทำงาน อภิสิทธิ์ประเภทนี้ เป็นอภิสิทธิ์ที่มาจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
กรณีตัวอย่างของเรื่องนี้ก็เช่น ในกรณีการเข้ารับบริการของธนาคารแห่งหนึ่ง หากเป็นกรณีที่กั้นแถวไว้ชัดเจนว่า ช่องพิเศษนี้คือช่องทางทำธุรกรรมสำหรับผู้ถือบัตรเครดิตระดับสูงสุดของธนาคารนั้น หรือมาทำธุรกรรมที่มีมูลค่าเกินกี่ล้านบาทก็ว่าไป เราจะยอมรับใน “อภิสิทธิ์” เช่นนั้นได้ แต่ถ้าเป็นกรณีที่ใครสักคนหนึ่งเดินเข้ามาในธนาคาร แล้วทักทายกับพนักงานธนาคารอย่างสนิทสนม ก่อนได้รับการลัดคิวให้เข้าไปทำธุรกรรมก่อนเป็นการส่วนตัว สำหรับตัวอย่างหลังนี้เราจะรู้สึกคลางแคลงใจหรือไม่พอใจมากกว่า เรามันอธิบายไม่ได้ ว่าอภิสิทธิ์ที่ผู้นั้นได้รับคืออะไร มีที่มาจากไหน และทำอย่างไรเราจะได้รับ “อภิสิทธิ์” เช่นนั้นได้บ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาอภิสิทธิ์ที่อธิบายไม่ได้นี้ มักจะเป็นอภิสิทธิ์ที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ส่วนตัวในเชิงบุคคล หรือด้วยความสัมพันธ์เชิงอำนาจทั้งสิ้น และเป็นอภิสิทธิ์ที่คนส่วนใหญ่จะเข้าถึงไม่ได้ หรือไม่มีหลักเกณฑ์ทั่วไปในการเข้าถึงอย่างชัดเจน อันแตกต่างจากอภิสิทธิ์อันอธิบายได้
เช่น การที่ใครคนหนึ่งสามารถฝากลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงได้ เพราะเขาผู้นั้นเคยเข้าร่วมอบรมหลักสูตรพิเศษเดียวกันกับผู้อำนวยการของโรงเรียนนั้น หรือใครสักคนได้สำรองห้องพิเศษในโรงพยาบาลของรัฐที่เตียงเต็มตลอดเวลาได้ เพราะมีญาติเป็นบุคลากรในโรงพยาบาลนั้น หรือการได้รับบริการพิเศษของทางภาครัฐได้ เพราะรู้จักกับเจ้าหน้าที่ซึ่งทำงานในหน่วยงานดังกล่าว
การเข้าสู่อภิสิทธิ์ประเภทที่อธิบายไม่ได้นี้ เพียงมี “เงิน” หรือบรรลุใน “สถานะ” บางอย่างนั้นก็ไม่สามารถเข้าถึงอภิสิทธิ์ในลักษณะนี้ได้ อภิสิทธิ์ที่อธิบายไม่ได้นี้ แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ก็แตกต่างปลีกย่อยจากการ “จ่ายสินบน” กันแบบดื้อๆ เพราะไม่ใช่ว่าใครๆ ก็ตามที่มีเงินจะสามารถ “หยอดน้ำมัน” เพื่อให้บรรลุถึงอภิสิทธิ์เช่นนั้นได้ หากคุณต้องรู้จักใครสักคนที่เขาจะฝากฝังคุณให้เข้าสู่แกนกลางของอำนาจ ในจุดที่ “เงิน” ที่คุณ “หยอด” เข้าไปนั้นจะเข้าไปสู่จุดที่การจ่ายสินบนของคุณจะบรรลุผลได้จริงด้วย ยิ่งกว่านั้น ถ้าคุณมี “อำนาจ” หรือ “สถานะพิเศษ” บางประการ คุณอาจจะไม่ต้องใช้ “เงิน” เพื่อบรรลุซึ่งอภิสิทธิ์นั้นๆ ก็ได้ หรือถึงใช้ก็อาจจะเป็นจำนวนที่น้อยกว่าคนที่ไม่มีสถานะหรือความสัมพันธ์พิเศษ
อภิสิทธิ์ที่อธิบายไม่ได้นี้ จึงอาจถือเป็นความฉ้อฉลทางอำนาจ ของการเอื้อประโยชน์ลึกเร้นเบื้องหลัง ทำให้ผู้ที่ต้องการเข้าถึงสิทธิพิเศษนั้นจะต้องสร้างสายสัมพันธ์พิเศษเพื่อให้เข้าถึงอภิสิทธิ์ในรูปแบบนี้ และอภิสิทธิ์เช่นนี้ก็ไม่มีความแน่นอนอันใดด้วย กล่าวคือ คุณอาจจะเป็นอภิสิทธิ์ชนในวงอำนาจหนึ่ง แต่ในอีกวงอำนาจหนึ่งนั้น คุณก็แทบจะไม่มีตัวตนเอาเสียเลย และพร้อมที่จะถูกผู้ที่มีอภิสิทธิ์ดีกว่าในวงอำนาจนั้นเบียดแทรกรอนสิทธิของคุณไปได้
อาจกล่าวได้ว่า สังคมที่ปลอดอภิสิทธิ์ นั้นเป็นสังคมในอุดมคติที่เกิดขึ้นได้ยากหรือไม่มีจริง เพราะในที่ใด สังคมใด ประเทศใด ก็จะต้องมี “อภิสิทธิ์” ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งทั้งสิ้น
เพียงแต่ “อภิสิทธิ์” ที่สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาจนเกินไปนั้น คืออภิสิทธิ์ประเภทที่อธิบายได้ และมีรูปแบบหลักเกณฑ์รวมถึงขอบเขตของอภิสิทธิ์นั้นอยู่แน่นอน และอภิสิทธิ์เช่นนั้นก็จะเป็นเพียงการอวยสิทธิอำนวยประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ในเชิงธุรกิจของเอกชน ไม่ก้าวกินเข้ามาถึงขอบเขตแห่งแดนอำนาจรัฐและบริการสาธารณะของรัฐต่างๆ และไม่ส่งผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำมากจนเกินไป
ส่วนสังคมประเทศที่ยังไม่พัฒนา “อภิสิทธิ์” จะปนเปอยู่อย่างสับสน ทั้งอภิสิทธิ์แบบที่อธิบายได้ และแบบที่อธิบายไม่ได้ ขอบเขตของการใช้ “อภิสิทธิ์” ของบรรดาอภิสิทธิ์ชนนั้นจะครอบงำทั้งในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนในเชิงธุรกิจ และยังจะล้ำเกินเข้ามาในเขตแดนของอำนาจรัฐและประโยชน์สาธารณะ เป็นส่วนหนึ่งของการทุจริตฉ้อฉลของอำนาจ และจะถ่างช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำออกไปมากขึ้นทุกที
ในสังคมเช่นว่านั้น เพียงแค่มีรถซุปเปอร์คาร์ หรือบัตรเครดิตไวเบรเนียมอย่างเดียวก็ไม่พอเสียแล้ว ผู้ประสงค์จะเป็นอภิสิทธิ์ชน ยังควรที่จะมีลูกหลานหรือไปเกี่ยวดองกับผู้คนในแวดวงราชการระดับที่ใกล้ชิดกับวงอำนาจรัฐ หรือไม่อย่างนั้นตัวคุณเองก็ควรที่จะหาทางวิ่งเต้นเส้นสายในการเข้าอบรมในหลักสูตรเสริมสร้างเส้นสายความสัมพันธ์ที่หน่วยงานของรัฐนิยมจัดขึ้น พยายามต่อเส้นวางสายของคุณให้เข้าสู่แกนกลางหรือจุดเชื่อมต่อของเครือข่ายแห่งอำนาจให้ได้มากที่สุด
คงไม่ต้องบอกว่า เราทั้งหลายอยู่ในสังคมของ “อภิสิทธิ์” แบบไหน คำถามที่สำคัญกว่า คือเราจะอยู่ในสังคมแบบนี้กันได้อย่างไร และหากมีโอกาสในทางใดทางหนึ่ง คุณจะพาตัวเข้าสู่ข่ายขอบแห่งอภิสิทธิ์เช่นนั้นกับเขาด้วยหรือไม่
ว่าแต่ทุกวันนี้ รถคุณจอดอยู่ตรงไหน ?

