“ปัญญา” โดย นพ. วิชัย เทียนถาวร

16.03.16 | 14:00 น.

“ปัญญา” เปรียบเหมือนกุญแจดอกสำคัญของชีวิตแต่ละคน เกิดจากการที่บุคคลมีจิตตั้งมั่น มีความมั่นคงในอารมณ์ ไม่หวั่นไหวในสิ่งต่างๆ ที่มายั่วยุ กระตุ้น เร่งเร้าให้เกิด “กิเลส” กล่าวคือ ไม่คิดชั่ว ไม่พูดชั่ว ไม่ทำชั่ว นั่นคือการมี “สมาธิ” เช่นเดียวกัน “สมาธิ” จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องเป็นผู้ที่ระลึกรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ทุกขณะจิต ทุกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งต่างๆ มากระทบทางโสตประสาททั้ง 6 รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ…ผ่านมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรืออีกนัยยะหนึ่งเป็นผู้ที่ปฏิบัติเคร่งครัดใน “ศีลธรรม” ที่ดีงาม หรือเป็นผู้มีทาน ศีล ภาวนา จนเข้าสู่ภูมิ “ปัญญา” ได้เช่นกัน

ผู้มี “ปัญญา” คือ ผู้ที่ความคิดมีการไตร่ตรอง ถึงเหตุ ถึงผล ข้อดี ข้อเสีย วิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน อันนำมาซึ่งกระบวนการ “ตัดสินใจ” ที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือ “ถูกต้อง เป็นธรรม และมีคุณค่ายิ่ง”

“ปัญญา” จึงมีอำนาจเหนือ “ความคิด” คือ ปัญญามีอำนาจเหนือกิเลสนั่นเอง เพราะเมื่อ “ปัญญา” ควบคุมความคิดได้ ความคิดก็จะไม่ “ปรุงแต่ง” ไปก่อ “กิเลส” ที่มีอยู่เต็มโลก ให้โลดแล่นเข้าประชิดติดใจ จึงเป็นการ “ควบคุมกิเลส” ได้พร้อมกับควบคุมความคิด ความเกิดเป็นทุกข์ เพราะความเกิดนำมาซึ่ง “ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากของรักของชอบ และความไม่สมประสงค์ด้วยสิ่ง “ปรารถนาทั้งปวง” ความทุกข์เหล่านี้หนีไม่พ้นเพราะเป็นผลตามมาของ “ความเกิด” อย่างแน่นอน

– ความทุกข์ทางกาย หนีพ้นได้ด้วย “ความไม่เกิด” เท่านั้น

– ส่วนความทุกข์ทางใจ หนีพ้นได้ด้วย “ความคิด”

Advertisement

ทางเกิดของปัญญา : ปัญญาหรือเหตุผลจะแสดงออกในรูปของความคิด คือ ต้องคิดให้ดี คิดให้ถูก คิดให้เป็น คิดให้ชอบด้วย “ปัญญา” จึงจะทำงานได้ดี ที่มีการกล่าวกันว่าพูดอะไร ทำอะไร คิดอะไร คิดนั้นเลือกทำอะไรให้ใช้ “ปัญญา” ก็คือให้มีเหตุผลนั่นเอง

ความคิดมีความสำคัญอย่างไร? เพราะว่าไม่คิดให้ถูกให้ชอบก่อนปัญญาก็ย่อมไม่ปรากฏขึ้นได้ คือ ไม่คิดให้ปัญญาฉายแสง ขจัดความมืดมัวก่อน ความเศร้าหมองก็สลายไปจากใจไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม ไม่คิดให้ผิดให้ไม่ชอบก่อน ความรู้ก็ไม่ถูกปรากฏขึ้น คือไม่คิดให้มืดมน ความทุกข์ร้อนใจก็ไม่เกิด… “ความคิด” จึงสำคัญนัก

พึงระลึก “ความคิด” ให้จงดี ให้ใช้ความคิดที่เป็นการให้แสงแห่งปัญญาฉายออก อย่าให้ “ความคิด” ที่ปิดกั้นทาง มิให้แสงแห่งปัญญาปรากฏได้

อานุภาพแห่ง “ปัญญา” มีผลอย่างไร?

“สติ” ต้องรู้ก่อนว่า…กิเลส คือ โลภะ หรือ ราคะ โทสะ โมหะ ตัวใดที่ทำสิ่งถาโถมเข้ามาประชิดกาย จิตใจเรา เมื่อมี “สติ” รู้ (ระลึกรู้สึกตัวตลอดเวลา) ก็ให้ใช้ “ปัญญาวุธ” คือให้ใช้ “ปัญญา” เป็นอาวุธ หรือ “กุญแจ” ดอกสำคัญที่จะไขข้อข้องใจหรือขจัดตัว “กิเลส” ทำลายออกไป ด้วยกระบวนการความคิดง่ายๆ ว่า กิเลสเป็นความเศร้าหมอง กิเลสไม่ว่าความโลภ ความโกรธ หรือความหลง ยังผลให้เป็น “ทุกข์” เป็นร้อน ร้อยแปดประการ เมื่อปรารถนาความไม่เป็นทุกข์ ต้องไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจ…ความโลภ ความโกรธ ความหลง ต้องไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง

– ไม่มีสิ่งใดที่น่ากลัวเสมอความไม่สบายใจ

– ไม่มีอะไรเลย มีค่าเสมอกับ “จิตใจ”

สมบัติทั้งปวงที่จะเกิดจากความโลภ ก็มีค่าไม่คุ้มกับความเสียหายที่จะเกิดแก่ “จิตใจ” จึงควรรักษา “ใจ” ไม่ให้เสียหาย ไม่ให้เศร้าหมอง ด้วยความบดบังของ “กิเลส” ห่างไกลกิเลสย่อมพ้นทุกข์ได้

คนไทยทุกวันนี้ตายก่อนวัยอันควร (ตายอายุยังน้อย) เพิ่มขึ้นทุกวัน ขณะเดียวกันก็มีคนอายุยืนเพิ่มสูงขึ้น แต่โดยรวมแล้ว “ชีวิตทุกคนน้อยนัก” น้อยจริงๆ และวาระสุดท้ายก็ว่าถึงวินาทีใดวินาทีหนึ่งหารู้ไม่ จึงไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง” ถ้าจะอายุยืนไม่มีปัญหาชีวิต ดังนั้น…ชีวิตนี้อย่าประมาทอย่างยิ่ง คิดให้ห่างไกลกิเลสไม่ว่าจะเป็น เหล้า บุหรี่ อยากได้ของเขา ก็ลักขโมยหรือพูดปด อยากกินนกใจจะขาดก็ยิงนกให้ตาย ต้อง “ระงับ” ใจให้ได้ เพราะความห่างไกลกิเลสเท่านั้น ที่จะพาให้เขาห่างไกลทุกข์ได้

“ความคิด” นั้น แก้กิเลส ดับกิเลส คือ ทำร้อนให้เป็นเย็นได้ ความสำคัญคือต้องคิดให้เป็น คิดให้ถูกเรื่อง ถูกจริตนิสัยคน ความสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เราต้องหมั่นฝึกฝนกายใจสม่ำเสมอ ให้เป็นออโตเมติกชีวิต (Automatic) ด้วยความจริงใจจริงจัง จะดับร้อนในใจของตน

เมตตา : เครื่องดับความร้อนของกิเลสอีกชนิดหนึ่ง : นอกจากกระบวนการฝึกหัด “ความคิด” แล้ว “เมตตา” ยังเป็นเครื่องมือดับกิเลสได้ชั้นดีไม่น้อยทีเดียว แต่…

– ผู้ปรารถนาจะต้องเป็นผู้มีเมตตา : ต้องอบรมใจอย่างจริงจัง ต้องคิดจนใจอ่อนละมุนด้วย “เมตตา” มีความรู้สึกเห็นใจ “ความทุกข์” ของเพื่อนร่วมทุกข์ทั้งปวง ไม่ว่าจะเห็นหน้าใคร ก็จะเห็นความทุกข์เขาเสมอไป แม้เป็นเพียงคิดเอาเท่านั้น…ว่าคนนั้นคนนี้อาจกำลังมีทุกข์ เช่นเดียวกับที่ตนเองเคยมี อันการคิดถึงใจตน เมื่อยามทุกข์ร้อนนั้นเป็นวิธีที่จะทำให้เข้าใจซาบซึ้งในความทุกข์ของผู้อื่นได้อย่างดี เราเป็นทุกข์อย่างไร คนอื่นก็ทุกข์เช่นเดียวกันและปรารถนาจะได้รับเมตตา เห็นใจ ช่วยคลายทุกข์ให้กันทุกคนเป็น “ทุกข์” ทั้งกาย ใจ หัดฝึกมองให้เป็นความทุกข์ของผู้อื่นบ้าง? ว่าเป็นอย่างไร?…แล้วเราจะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งใน “คุณค่า” ประมาณได้ว่า “เขาทุกข์สุขอย่างไร เราก็ทุกข์สุขอย่างนั้น” ฝึกเอาใจเขามาใส่ใจเรา

การเฝ้าคิดว่า…ทุกคนที่มีความคิดทั้งๆ ที่ภายนอกเขาดูเป็นสุขแต่จิตภายในไม่รู้ ดั่งคำพังเพยที่ว่า “หน้าชื่นอกตรม” หรือ “รู้หน้าไม่รู้ใจ” ก็ได้ ก็น่าสงสัยว่าจะมีการคิดในแง่ร้ายจนเกินไปหรือ ผู้ที่คิดเช่นนี้มิเป็นคนหาความสุขใจไม่ได้ หรือเต็มไปด้วยความทุกข์ทั้งชีวิต จิตใจ ทุกเวลานาทีหรือ ที่จริงก็น่าสงสัยเช่นนี้เหมือนกันอยู่ที่ว่า…

– ผู้ตั้งใจคิดให้เห็นความทุกข์ของผู้อื่นนั้น มีจิต “เมตตา” เป็นพื้น มุ่งคิดเช่นนี้เพื่ออบรม “เมตตา” ให้ฝังแน่นยิ่งๆ ขึ้น”…ดังนี้ผลที่จะเกิดจากการเห็นความทุกข์ของผู้อื่น จึงจักไม่เป็นอื่นๆ…นอกจากความเมตตา ที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญเท่านั้น

– “ดับความโกรธด้วยเมตตา” : คนเรามักจะร้อนอกร้อนใจเหมือนไฟสุมทรวง อกสั่น มือสั่น หน้าตาขมวด มือเท้าเกร็งไปทั่วร่างกาย บางรายเคยมีมธุรสวาจา ก็ถึงคราด่าเปิดเปิง นี่คือสภาพของคนโกรธ ฉะนั้นเมื่อใจกำลังจะเกิดความโกรธ มีจิตใจร้อนรน เพราะการกระทำ คำพูดของคนใดคนหนึ่ง ผู้มุ่งมั่นเมตตาให้เกิดในใจตน จะสามารถหยุดความโกรธได้อย่างไม่ยากจนเกินไปนัก เพียงด้วยความมีสติรู้ว่าเรากำลังโกรธเขาแล้ว เพราะเขาพูด เขาทำไม่เหมาะอยู่แล้วอย่างยิ่ง เมื่อสติรู้อารมณ์ตนเช่นนั้น ผู้มั่นคงในการอบรมเมตตา ก็ดำเนินดับวิธีความโกรธต่อไปอย่างได้ผล

“แสงแห่งปัญญา พลิกดับกิเลสได้”? จริงหรือ…

เรื่องของกิเลสกับจิตนั้น เป็นเรื่องแลเห็นได้ยากมาก เพราะเป็นนามธรรมทั้งหมด ต้องยอมเชื่อท่านผู้รู้ ที่ปฏิบัติ รู้แจ้งแล้วว่า มีกิเลสห้อมล้อมจิตใจอยู่จริง ก็ยังเป็นจิตใจของผู้ยังมิได้มีจิตใจของพระอรหันต์ที่ไกลกิเลสแล้วสิ้นเชิง แต่มีความแตกต่างกันได้ที่จิตบางดวง กิเลสห้อมล้อมเพียงบางเบา เพราะยังมีแรงแห่งปัญญาที่แรงกล้ากว่าแรงกิเลส คอยขจัดปัดเป่าให้หนีไปไกลได้ แต่บางดวงกิเลสห้อมล้อมหนาแน่นยิ่งขึ้นไปทุกที เพราะไม่มีแรงแห่งปัญญา ที่แรงกล้าพอจะมาพลิกดับกิเลสได้เลย

พระพุทธศาสนา ถือเป็นศาสนาแห่งปัญญาสูงสุด คือ เป็นศาสนาที่อบรมให้ไม่เป็น “ทาส” ของความมืดมิดคือ “กิเลส” เป็นเครื่องมือทำลายความมืดมิดที่อยู่ด้วยกับทุกคนแล้ว แต่ต้องลับให้คม ให้กล้า ให้มีกำลัง ด้วย “ปัญญา” เสริมพลังด้วยเครื่องมือที่สำคัญยิ่งคือ

– เครื่องมือนั้นคือ “ความคิด” ระคนด้วย “เมตตา” : แต่คนเราต้องอบรม ฝึกหัดให้เป็นความคิดที่ดี ที่ถูก ที่ชอบ จึงจะปรากฏแสงแห่งปัญญาสว่างไสว ขับไล่กิเลสแห่งความมืดให้ห่างไกลได้ ตั้งแต่ชั่วครั้งชั่วคราวจนถึงตลอดไป ภายใต้จิตใจที่มีความ “เมตตา”

“ปัญญา” คือ “สมบัติล้ำค่าที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน” : “ผู้มุ่งมั่นไกลจากความทุกข์ พึงควบคุมความคิดให้ดี” อย่าปล่อยใจให้คิดปรุงแต่งไปจนลุ่มหลงในความสวยงาม มีราคะก็ให้คุมด้วยการท่องพุทโธ ธัมโม หรือสังโฆ ก็ได้

คิดถึงอิสระทั้งสามประเสริฐสุด คิดให้ได้ทันเวลาก่อนที่จะไปไขว่คว้าเอาของเหล่านั้นมาเป็นของตน แม้จะเป็นการได้มาอย่างถูกต้องทุกประการ แต่ก็จะเป็นการปล่อย “ความโลภ” ให้ครอบคลุมจิตของเราได้ไม่เท่าเสีย

สรุปได้ว่า…

สมบัติล้ำค่าใดก็ไม่มีค่าเสมอใจที่บางเบาด้วยกิเลส คือความโลภ ความโกรธ ความหลง

ผู้มีปัญญาหลายท่าน : เมื่อต้องเคยประสบเคราะห์กรรมจากกิเลส จะไม่รับอย่างเป็นโทษ แต่พยายาม “คิด” รับอย่างถูกต้อง เช่น …ให้ปลงว่าเป็น “กรรม” และปลงด้วยการ “คิด” ต่อไปให้เป็นความ “ยินดี” “เบิกบาน ว่ายังดีไม่หนักยิ่งกว่านี้”….

“คิด” เช่นนี้ถูกต้อง เพราะ “คิดใดๆ” ที่ทำให้เกิดความสุขแม้เพียงเล็กน้อย แม้เพียงชั่วคราวดังน้ำหยดเดียวก็เพียงพอให้ใจ “เป็นสุขได้” ก็พอใจแล้ว

ความคิดนั้นเป็นความคิดที่ถูกแท้ เป็น “ปัญญา” ระดับหนึ่ง ที่ถึงจะไม่มากมาย แต่ก็เป็นสิ่งที่พึงถือว่าเป็น “ปัญญา” ที่อบรมเราให้เจริญต่อๆ ไปเป็นนิจเพื่อกาย ใจ ที่เป็น “สุข”

“ปัญญา” คือ เครื่องมือทรงคุณค่ายิ่งในชีวิตที่อยู่พรั่งพร้อมด้วย “สติ” อยู่อย่างมี “สมาธิที่มีอยู่” อยู่ในกรอบแห่ง “ศีล 5” รับรองว่า ชีวิตนี้มีแต่สุข สว่าง สงบ และเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปนะครับ