Dreamers-ผู้เยาว์ต่างด้าว ในอเมริกา (จบ) : โดย สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์

10.11.17 | 13:00 น.

ครั้งที่แล้ว (29 กันยายน 2560) ผู้เขียนได้เล่าถึงความเป็นมาของนักล่าฝัน (ดรีมเมอร์) และโครงการ DACA อันเป็นความฝันของผู้เยาว์ต่างด้าวผิดกฎหมายในอเมริกาที่จะมีโอกาสชุบตัวให้ถูกกฎหมาย มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน ทำงาน และรับสวัสดิการต่างๆ ของรัฐ และจบลงที่รัฐบาลนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปิดโครงการ

ครั้งนี้ ผู้เขียนขออนุญาตต่อให้จบ

อเมริกามีประชากร 321 ล้านคน เป็นต่างด้าวมากกว่า 43 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 13.5 ของประชากรรวม (ไม่นับลูกคนต่างด้าวที่เกิดในอเมริกาอีก 41 ล้านคน) โดยเป็นคนต่างด้าวผิดกฎหมาย 11 ล้านคน ซึ่งร้อยละ 22 มีอายุต่ำกว่า 25 ปี

MPI (Migration Policy Institute) ประมาณว่าในปี 2559
ผู้มีสิทธิเข้าโครงการ DACA มีจำนวน 1.9 ล้านคน โดยกลุ่มแรกเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนเข้าโครงการได้ทันทีทั้งสิ้นประมาณ 1.3 ล้านคน (เข้ามาอเมริกาตั้งแต่ก่อนอายุ 16 ปี และเติบโตในอเมริกา มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี มีการศึกษาระดับไฮสคูลขึ้นไปหรือเป็นทหาร) กลุ่มที่สองเป็นผู้มีสิทธิเข้าโครงการแต่ขาดคุณสมบัติด้านการศึกษา 4 แสนคน และกลุ่มที่สามอายุยังไม่ถึง 15 ปี อีก 2 แสนคน

ในด้านการศึกษา ในบรรดาผู้มีสิทธิ DACA ทันที (กลุ่มแรก) เกือบทั้งหมดเป็นนักเรียนหรือทำงาน ประมาณหนึ่งในสี่เรียนไปทำงานไปเพราะต้องหาเงินเรียน ประมาณหนึ่งในสามของผู้มีสิทธิยังเรียนชั้นมัธยมศึกษาและหนึ่งในสามจบไฮสคูลแต่ไม่ได้เรียนต่อระดับอุดมศึกษา อีกหนึ่งในสามเรียนระดับอุดมศึกษาหรือจบปริญญาตรีแล้ว (ร้อยละ 5) ผู้มีสิทธิ DACA เพศหญิงมีระดับการศึกษาเฉลี่ยสูงกว่าเพศชาย

Advertisement

ในด้านการทำงาน ผู้มีสิทธิ DACA ที่ไม่ได้เข้าเรียนชั้นมัธยมเกือบทุกคนจะทำงาน อัตราการทำงาน ของผู้ชายสูงกว่าของผู้หญิง อัตราการทำงานของผู้มีสิทธิจะต่ำกว่าแรงงานต่างด้าวในกลุ่มอายุเดียวกันที่ไม่มีสิทธิเล็กน้อย อัตราการทำงานของผู้มีสิทธิหญิงจะสูงกว่าอัตราของผู้ที่ไม่มีสิทธิ แต่เนื่องจากผู้มีสิทธิมีจำนวนคิดเป็นเพียงร้อยละ 1.3 ของกำลังแรงงานสหรัฐที่อายุ 16-32 ปี

MPI สรุปว่าการทำงานของผู้มีสิทธิจึงไม่น่ากระทบการจ้างงานและอัตราค่าจ้างเท่าใดนัก

งานที่ผู้มีสิทธิ DACA ทำประกอบด้วย การประกอบอาหารและเสิร์ฟ (ร้อยละ 16) ขายของ (ร้อยละ 15) พนักงานดูแลสำนักงาน (ร้อยละ 12) งานที่ผู้มีสิทธิทำเป็นงานในร่ม ในสำนักงานซึ่งดีกว่าผู้ที่ไม่มีสิทธิส่วนใหญ่ที่ทำงานกรรมกร เช่น งานก่อสร้าง รื้อถอน งานทำความสะอาดและบำรุงรักษา

ผู้มีสิทธิ DACA ที่ทำงานอยู่ราวร้อยละ 24 เรียนหนังสือระดับอุดมศึกษาไปด้วยเนื่องจากไม่มีเงินเรียน การที่ผู้มีสิทธิ DACA จำนวนมากเรียนในระดับสูงอาจชี้ให้เห็นว่าพวกเขาจะยกระดับทำงานในสูงขึ้นและมีรายได้สูงขึ้น

ในปี 2557 ผู้มีสิทธิ DACA ร้อยละ 40 เป็นหญิง แต่ในบางอาชีพมีผู้มีสิทธิหญิงมากกว่าสองในสามของผู้มีสิทธิที่ทำงาน เช่น งานบริการดูแลสุขภาพ งานด้านการศึกษา การฝึกอบรม ห้องสมุด และแม่บ้านดูแลสำนักงาน โดยทั่วไปผู้มีสิทธิหญิงจะได้ประโยชน์จากโครงการ DACA มากกว่าผู้มีสิทธิชายโดยมีโอกาสรับการศึกษาสูงกว่าและได้ทำงานที่ใช้ทักษะมากกว่า

ในปี 2560 มีผู้ยื่นสมัครขอ DACA 8.9 แสนคน และได้รับอนุมัติ 7.9 แสนคน

การวิจัยพบว่าผู้ได้ DACA มีพัฒนาการในการเรียนจบไฮสคูล และเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาตลอดจนได้งานทำที่เงินเดือนสูงขึ้นรวมทั้งได้สิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมดีขึ้น การสำรวจระดับชาติในปี 2556 (2,700 ตัวอย่าง) พบว่า DACA ช่วยเพิ่มอัตราการเข้าเรียนอุดมศึกษา อาชีวศึกษา และการรับทุนการศึกษา การอนุญาตให้ทำงานช่วยให้ ผู้ได้ DACA สามารถมีเงินเรียนได้ ทั้งระดับปริญญา อนุปริญญาหรืออาชีวศึกษา

การสำรวจระดับชาติปีต่อมา (1,300 ตัวอย่าง) พบว่าร้อยละ 40 ได้งานเป็นครั้งแรกเนื่องจากได้ DACA และประมาณสองในสามได้งานที่เงินเดือนสูงกว่าเดิม ประมาณครึ่งหนึ่งตอบว่าได้งานที่ตรงกับการศึกษาฝึกอบรมรวมทั้งสภาพการทำงานที่ดีขึ้น ร้อยละ 6 เปิดทำธุรกิจของตนเอง ร้อยละ 54 ซื้อรถยนต์ และร้อยละ 60 ซื้อบ้าน และพบว่า DACA ช่วยให้มีชีวิตร่วมอยู่ในสังคมดีขึ้น
โดยลดความหวาดกลัวอันเกิดจากการเป็นคนผิดกฎหมายทำให้รู้สึกเป็นคนของชุมชนและเป็นพลเมืองดี

นอกจากพัฒนาการทางการศึกษาและโอกาสในการมีงานทำ ผู้ได้ DACA ยังสามารถขอใบขับขี่ได้ในทุกรัฐ ซึ่งใบขับขี่ก็ยังมีประโยชน์แทนบัตรประชาชนได้ ในบางรัฐเช่น นิวยอร์กและเนบราสกาอนุญาตให้ผู้ได้ DACA ขอใบอนุญาตวิชาชีพในบางอาชีพเช่นครู และผู้ดูแลผู้ป่วยได้

“อย่างน้อยร้อยละ 75 ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกาจ้างผู้ได้ DACA ทำงาน” และ “บริษัทใหญ่ๆ เกือบทุกบริษัทล้วนได้ประโยชน์จากโครงการ DACA เพราะสามารถจ้างผู้ได้ DACA ได้” (นายทอดด์ ชูลท์ ประธานองค์กร FWDus ซึ่งก่อตั้งและสนับสนุนโดยขาใหญ่ในซิลิโคนแวลลี่เช่น นายมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กและบิล เกตส์)

ปฏิกิริยาตอบโต้ที่เกิดขึ้นทันทีที่นายทรัมป์ประกาศปิดโครงการ คือการเดินขบวนหน้าทำเนียบขาว กระทรวงยุติธรรมและในเมืองต่างๆ ทั่วอเมริกา สมาชิกพรรคเดโมแครตและสมาชิพรรครีพับลิกันบางคน นักธุรกิจระดับผู้บริหาร อธิการวิทยาลัย และนักเคลื่อนไหวด้านการย้ายถิ่นตำหนิว่าการเลิก DACA เป็นการกระทำที่เลือดเย็นและสายตาสั้นที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ย้ายถิ่นผู้เยาว์และอาจเป็นผลร้ายต่อเศรษฐกิจของประเทศ

อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา เคยเตือนว่าเขาจะไม่นิ่งเฉยถ้ามีใครมาทำอะไรโครงการนี้ กล่าวตำหนิว่าการตัดสินใจของนายทรัมป์ว่า “ผิดพลาด” “ทำลายตัวเอง” และ “โหดร้าย”

“ไม่ว่าคนอเมริกันจะมีความกังวลหรือบ่นว่าคนย้ายถิ่นเข้าเมืองโดยทั่วไปอย่างไรก็ไม่ควรทำลายอนาคตของผู้เยาว์กลุ่มนี้ที่เข้าเมืองโดยไม่ใช่ความผิดของตนเอง เขาไม่ได้เป็นอันตรายใดๆ เขาไม่ได้เอาอะไรไปจากเรา”

มีการฟ้องร้องเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 15 รัฐ รวมทั้งวอชิงตัน ดี.ซี. ชิคาโก แอลเอ ในนิวยอร์กมีการประท้วงที่หน้าตึกทรัมป์ทาวเวอร์ ประเด็นที่ฟ้องศาลคือการยกเลิกโครงการ DACA เป็นสิ่งผิดกฎหมายเพราะไม่มีเหตุผลเพียงพอและเกิดจากการเหยียดผิวพวกละตินอเมริกันและเม็กซิกัน ที่แคลิฟอร์เนีย อัยการรัฐออกมากล่าวว่ารัฐบาลนายทรัมป์ละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายรัฐบาลกลาง

ภาคเอกชนก็มีปฏิกิริยาต่อต้านการยกเลิก DACA เช่น ไมโครซอฟท์แถลงในวันที่ 5 กันยายน 2560 ว่าจะต่อสู้และออกค่า
ทนายให้พนักงาน 40 คน ของตนซึ่งเป็นผู้ได้ DACA และกำลังได้รับผลกระทบจากการยกเลิกโครงการ

นสพ.นิวยอร์กไทมส์บอกว่า “ฝ่ายเดโมแครตและรีพับลิกันบางคน นักธุรกิจระดับผู้บริหาร ประธานมหาวิทยาลัย และนักเคลื่อนไหวด้านผู้ย้ายถิ่นประณามการเลิก DACA ว่าเป็นการกระทำที่เลือดเย็นและสายตาสั้นที่ไม่ยุติธรรมสำหรับคนย้ายถิ่นผู้เยาว์และอาจเป็นผลร้ายต่อเศรษฐกิจของประเทศ”

องค์กรหลายแห่งรวมทั้งหอการค้าอเมริกัน องค์กรทางศาสนาหลายแห่งเช่น สภามุขนายกคาทอลิกแห่งสหรัฐอเมริกา และสหคริสตจักรเมโทดิสต์ ล้วนแต่ไม่เห็นด้วยกับการล้มเลิกโครงการ DACA และตำหนิการกระทำของรัฐบาล

ในการประกาศเลิกโครงการ นายทรัมป์และอัยการสูงสุด
เจฟ เซ็สชั่น บอกว่า ผู้หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายที่ทำร้ายคนอเมริกันโดยการแย่งงานและทำให้ค่าจ้างถูกกดต่ำ นายทรัมป์บอกว่าเขาจำเป็นต้องเลิก DACA เนื่องจากความเป็นห่วงคนอเมริกันนับล้านที่ต้องตกเป็นเหยื่อ
ของระบบที่ไม่ถูกต้อง ขณะที่นายเซ็สชั่นบอกว่า DACA แย่งงานของคนอเมริกันนับแสนไปให้คนต่างด้าวผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม นายเซ็สชั่นได้บอกว่า จะชะลอการยกเลิก DACA ไปอีก 6 เดือน เพื่อให้เวลาสภาคองเกรสเตรียมตัวหาทางแก้ไขด้านกฎหมายว่าจะคุ้มครองผู้ที่ได้หรือมีสิทธิได้ DACA ที่มีอยู่เดิมและที่จะช่วยให้คนเข้าเมืองผิดกฎหมายอยู่ต่อไปได้ระยะหนึ่ง ในระหว่างนี้ผู้ที่ได้ DACA และมีใบอนุญาตทำงานที่จะหมดอายุใน 6 เดือนข้างหน้าจะได้รับอนุญาตให้ขออยู่และทำงานต่อไปได้ก่อน ผู้ที่ได้ DACA และใบอนุญาตทำงานที่จะครบกำหนดภายในวันที่ 5 มีนาคม 2561 จะมีโอกาสขออนุญาตอยู่ต่ออีก 2 ปี หากส่งใบสมัครถึงสำนักตรวจคนเข้าเมืองภายในวันที่ 5 ตุลาคม 2560

ถ้าสภาคองเกรสไม่ทำอะไร ดรีมเมอร์จะถูกเนรเทศ 300,000 คน ภายในปีหน้าและ 320,000 คน ระหว่าง ม.ค.-ส.ค.2562

แต่นายทรัมป์เองก็เอาแน่ไม่ได้ ผู้สื่อข่าว CNN ใช้คำว่า “เวลาพูดถึงนักล่าฝันกับ DACA, Trump has been ‘all over the map’” ซึ่งแปลว่ามั่วหรือว่าไปเรื่อยจับความไม่ได้ เมื่อตอนหาเสียง
ท่านเสียงกร้าวว่าจะเลิกโครงการให้ได้ แต่พอเป็นประธานาธิบดี (และถูกต่อต้านมากๆ) ก็เสียงอ่อนลง

“DACA เป็นเรื่องที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับข้าพเจ้าขอบอก” นายทรัมป์สารภาพเมื่อเดือนกุมภาพันธ์นี้