หากใครที่เป็นแฟนวรรณกรรม การ์ตูน หรือซีรีส์ญี่ปุ่น คงจะเคยผ่านตากับ “มาตรการทางสังคม” อย่างหนึ่ง ซึ่งสังคมญี่ปุ่นกระทำต่อผู้ก่ออาชญากรรม ซึ่งหางเลขหมายรวมไปถึงคนในครอบครัวของอาชญากรนั้นด้วย
เช่น ล่าสุดในซีรีส์ “Million Yen Women” ที่เผยแพร่ใน Netflix ก็เป็นเรื่องของนักเขียนนวนิยายชื่อไม่ค่อยดัง ผู้อยู่ดีๆ มีสุภาพสตรีวัยตั้งแต่แรกรุ่นถึงเต็มสาวรวมห้าคนมาขออาศัยอยู่ที่บ้านด้วย โดยแต่ละคนจะจ่ายเงินค่าเช่าให้นักเขียนหนุ่มเจ้าของบ้าน คนละหนึ่งล้านเยนต่อเดือน
เงื่อนปมสำคัญของซีรีส์ชุดนี้ อยู่ที่ตัวเอกนั้น เป็นลูกชายของฆาตกรฆ่าคนตาย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงพยายามที่จะไม่ให้มีใครต้องตายในนิยายที่เขาเขียน และทุกๆ เช้า เขาจะได้รับโทรสารคำสาปแช่งจากบุคคลนิรนาม ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความผิดที่บิดาของเขาได้กระทำขึ้น
ปูมหลังของตัวเอกนี้ ส่งผลสำคัญต่อเนื้อเรื่องในลำดับต่อๆ ไป แต่ขอละไว้เพียงเท่านี้ เพราะประเด็นที่น่าสนใจ คือ กระบวนการ “ลงทัณฑ์ทางสังคม” ซึ่งเป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งที่อาจจะถือเป็น “ส่วนควบ” ของการจัดการกับผู้กระทำความผิดอันมีรูปแบบเฉพาะตัวของสังคมญี่ปุ่น
เพราะนอกจากจะเป็นประเทศเจริญแล้วไม่กี่ประเทศ ซึ่งยังคงยืนยันที่จะยังมีการลงโทษประหารชีวิต (โดยวิธีการที่ค่อนข้างตรงไปตรงมาด้วยการแขวนคอ) แล้ว กระบวนการลงโทษทางสังคมของญี่ปุ่นก็ยังมีลักษณะที่เข้มข้นรุนแรง อย่างที่แสดงออกมาผ่านซีรีส์เรื่องที่เล่าไป และในการ์ตูนหรือนวนิยายอีกหลายเรื่อง
ผู้กระทำความผิดในคดีร้ายแรงเช่นการฆ่าคนตาย หรือชิงทรัพย์ปล้นทรัพย์เป็นคดีใหญ่โต นอกจากจะได้รับการลงโทษตามกฎหมายแล้ว ครอบครัวของเขาก็จะได้รับการ “ลงทัณฑ์” ทางสังคมด้วยวิธีการต่างๆ นานา นอกจากการส่งโทรสารมาสาปแช่งอย่างในซีรีส์แล้ว ก็มีการเอากระดาษเขียนคำเบิกประจานมาติดประจานไว้ที่หน้าบ้านหรือที่พัก ขว้างปาก้อนหินใส่กระจกหน้าต่าง แต่นั่นก็ไม่ร้ายแรงเท่ากับว่า ญาติพี่น้องของอาชญากรจะถูกปฏิเสธจากสังคมไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าทำงาน หรือในการดำเนินชีวิตในสังคม
เรียกว่าในที่สุด นอกจากผู้กระทำความผิดนั้นจะต้องเข้ารับการลงโทษในเรือนจำหรือแม้แต่ถูกประหารชีวิตไปแล้ว แต่ครอบครัวของผู้กระทำความผิดเอง ก็ต้องหนีโทษทัณฑ์ทางสังคมนี้แบบหัวซุกหัวซุน ถึงขั้นต้องย้ายบ้านหนี หรือไม่ก็เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลกันเลยถ้าสามารถกระทำได้ และเมื่อใดที่สังคมตามตัวสืบพบ ว่ามีความเกี่ยวข้องกับอาชญากรแล้ว ชีวิตที่เคยเป็นปกตินั้นก็เป็นอันต้องยุติลง
มีนวนิยายเรื่องหนึ่ง ที่นำเอาเรื่องของการลงทัณฑ์ทางสังคมของญี่ปุ่น มาเป็นประเด็นหลักในการดำเนินเรื่องคือ นวนิยายชื่อ “Tegami” ที่เขียนโดย Keigo Higashino ซึ่งเคยมีฉบับแปลเป็นภาษาไทยแล้วเมื่อหลายปีก่อนในชื่อของ “จดหมายจากฆาตกร” สำนวนแปลของ คุณเสาวนีย์ นวรัตน์จำรูญ โดยสำนักพิมพ์ JBook ซึ่งปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้ว และหนังสือก็ไม่มีการพิมพ์ซ้ำอีก แต่หากใครสนใจจะอ่านนิยายเรื่องนี้ ก็น่าจะยังพอมีอยู่ในร้านหนังสือมือสองหรือร้านหนังสือออนไลน์
นิยายเรื่องนี้เล่าเรื่องของพี่น้องคู่หนึ่ง พี่ชายคือซึโยชิ เป็นคนงานใช้แรงงานรับจ้างย้ายบ้านและแบกหามเบ็ดเตล็ด ส่วนนาโอกิน้องชายเป็นนักเรียนมัธยมปลายปีสุดท้าย วันหนึ่งซึโยชิเข้าไปลักทรัพย์ในบ้านหญิงชราคนหนึ่ง แล้วเลยเถิดถึงกับฆ่าเจ้าทรัพย์จนถูกตำรวจจับได้ในอีกไม่ถึงชั่วโมงต่อมา ซึโยชิต้องโทษจำคุกสิบห้าปี ส่วนนาโอกินั้นชีวิตพลิกผันกลายเป็นน้องชายฆาตกร
หลังจากถูกส่งเข้าเรือนจำ ซึโยชิก็เริ่มส่งจดหมายถึงนาโอกิ โดยหารู้ไม่ว่าจดหมายจากฆาตกรติดคุกนั้น ทำให้ชีวิตน้องชายยุ่งยากอย่างไร
ชะตากรรมของนาโอกิ หรือแม้แต่ตัวเอกในซีรีส์ Million Yen Women ที่กล่าวไปข้างต้นนั้นสะท้อนภาพของผู้ถูกลง “ทัณฑ์ทางสังคม” แบบญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน เราจะได้เห็นว่าชีวิตที่พยายามจะ “ปกติ” ของนาโอกิก็พินาศสิ้นในเกือบทุกครั้งที่ได้รับจดหมายจากพี่ชาย หรือทันทีที่มีคนรู้ว่าพี่ชายนั้นเป็นคนต้องคดี เช่น ไม่ว่าจะไปทำงานที่ไหนก็มีเรื่อง กำลังจะพบเส้นทางฝันได้เป็นนักดนตรีก็ถูกปิดทาง มีคนรักสักคนครอบครัวอีกฝ่ายก็ไม่ยอมรับ เรียกว่าจดหมายจากพี่ชายมาเมื่อไร ก็นำเอาความวิบัติมาสู่ชีวิตและสังคมของน้องชายเมื่อนั้น
การดำเนินเรื่องของนิยายนี้ที่สร้างความอึดอัดรันทดให้ผู้อ่าน จนแทบอยากร้องบอกผู้เป็นพี่ชายของอาชญากรว่า พอเถอะ อย่าส่งจดหมายมาทำลายชีวิตน้องชายอีกเลย
เราอาจจะเชื่อว่า เป็นเพราะกลไก “ประชา (ทัณฑ์) สังคม” นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมญี่ปุ่นสงบสุข มีอาชญากรรมร้ายแรงเกิดขึ้นไม่บ่อย เช่นนี้ กระบวนการลงทัณฑ์ทางสังคมต่อญาติพี่น้องของอาชญากร ผู้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของผู้นั้นเลย เป็นเรื่องที่มีความชอบธรรมหรือไม่
หากกล่าวกันด้วยหลักการแล้ว ก็คงตอบได้ว่าไม่ชอบธรรมอย่างแน่นอน เพราะหลักการของการลงโทษอันเป็นพื้นฐานที่สุดสำหรับโลกยุคใหม่ คือโทษนั้น จะต้องพึงลงต่อผู้กระทำความผิดเท่านั้น จะไปลงเอาแก่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดโดยตรงไม่ได้
ในสมัยโบราณ อาจจะมีบ้างที่มีการ “ลงโทษ” ผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิด อย่างเช่น กรณีของไทยก็เคยมี “กฎหมายโจรห้าเส้น” ที่เอาผิดกับผู้คนที่อยู่ในรัศมีห้าเส้นจากบ้านที่ถูกโจรปล้น หากไม่ช่วยกันจับโจรนั้น ซึ่งกฎหมายในลักษณะดังกล่าวนั้น มีไว้เพื่อให้ประชาชนด้วยกันสอดส่องดูแลไม่ให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นในท้องที่ของตน หรือกฎหมายประเภท “ตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร” ที่ลงโทษเอาแก่วงศ์วานว่านเครือของผู้กระทำความผิดร้ายแรงด้วย ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อปรามให้ผู้ที่คิดจะกระทำความผิดร้ายแรงนั้นตระหนักว่า หากต้องอาญาแผ่นดินแล้ว จะเดือดร้อนลงมาถึงพ่อแม่ลูกเมียผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ของตัวเองด้วย
ซึ่งก็น่าจะเป็น “เจตนารมณ์” หนึ่งของกลไกการลงโทษทางสังคมของญี่ปุ่นนี้เช่นกัน ดังที่ปรากฏในตอนหนึ่งในนวนิยายเรื่อง “จดหมายจากฆาตกร” ที่ผู้เขียนอธิบายความคิดที่แสดงให้เห็นถึงความชอบธรรมของการลงทัณฑ์ทางสังคมนี้ ผ่านปากคำของตัวละครซึ่งเป็นประธานบริษัทที่ตัวเอกไปทำงานด้วยว่า การที่สังคมต้องช่วยกัน “ลงโทษ” เอาแก่นาโอกิซึ่งไม่มีส่วนในความผิดของพี่ชายนั้นก็เพราะ
“…(เรา)จึงต้องให้อาชญากรได้รับรู้เรื่องเหล่านี้ด้วย ไม่ใช่ว่าตัวเองติดคุกแล้วปัญหาก็จบ ต้องให้รับรู้ด้วยว่าผู้รับโทษไม่ใช่แค่ตัวเอง … การกระทำของพี่ชายคุณก็เหมือนการฆ่าตัวตาย แต่เขาเลือกฆ่าตัวตายในด้านสังคม โดยไม่คิดว่าคุณซึ่งต้องอยู่ในสังคมต่อไปจะตกระกำลำบากแค่ไหน … โทษของพี่ชายคุณต้องรวมมาถึงความชอกช้ำที่คุณได้รับในตอนนี้ด้วย… พวกเราย่อมต้องเลือกปฏิบัติต่อคุณ …เพื่อให้อาชญากรทุกคนรับรู้ว่า การที่ตัวเองทำผิดมีผลให้ครอบครัวต้องทุกข์ทรมานไปด้วย”
สําหรับสังคมไทยเรานั้น ครั้งหนึ่ง ก็เคยมีการเสนออ้อมๆ ให้มีการลงทัณฑ์ทางสังคมต่อลูกหลานญาติพี่น้องของผู้กระทำความผิดในคดีที่เกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบอยู่เช่นกัน อย่างที่คนรุ่นอายุ 35 ปี ขึ้นไป คงจำโฆษณา “พ่อแกขี้โกง” ในโทรทัศน์สมัยก่อนได้ หรือเช่นใกล้ๆ นี้ เมื่อสักสามสี่ปีก่อน ก็มีคลิปโฆษณาขององค์การต่อต้านการทุจริตสักรายหนึ่ง แสดงภาพของเด็กชายคนหนึ่งที่มาเล่นชิงช้าอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อนคบหา เพราะแม่ของเขา “รวยเพราะโกง” โดยที่ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างรุมประณามชี้หน้าเด็กและแม่ ว่าเป็นคนโกง สังคมไม่ต้อนรับ ลูกก็ไม่มีใครเล่นด้วย เพื่อไม่ให้คนโกงและครอบครัวได้มีที่ยืนในสังคม
หากเราเชื่อว่า สังคมญี่ปุ่นนั้นเป็นตัวอย่างด้านความสงบสุข หรือผู้คนจะไม่กล้ากระทำความผิด ไม่ว่าจะความผิดต่อผู้คนด้วยกันเช่นการปล้นฆ่า หรือความผิดต่อแผ่นดินและสังคมเช่นการทุจริตคอร์รัปชั่น ด้วยกระบวนการประชาทัณฑ์ทางสังคม แล้ว
การที่เรา “ลงโทษ” ผู้ที่ไม่มีส่วนกับความผิด เพื่อแลกกับ “ความสงบเรียบร้อย” อันเป็นประโยชน์ของสังคมส่วนรวม นั้นก็อาจจะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หรือไม่ การข่มขู่ให้คนไม่กล้ากระทำความผิดเพราะต้องคำนึงว่า “คนข้างหลัง” จะต้องเดือดร้อนไปด้วย นั้นอาจจะเป็นเรื่องที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้กระทำความผิดได้ดียิ่งกว่ากระบวนการลงโทษตามกระบวนยุติธรรมด้วยกบิลเมือง
หากสมมุติว่านั่นเป็นความจริง ราคาที่จะต้องแลกด้วย “สิทธิเสรีภาพ” ของผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิด แต่โชคร้ายว่าเป็นพ่อ เป็นลูก หรือน้องชายของอาชญากรคนร้ายของสังคม นั้นเป็น “ราคา” ที่แพงเกินไปสำหรับการปกป้องสังคมด้วยกลไกการลงทัณฑ์ทางสังคมด้วยวิธีการเช่นนี้หรือไม่
ถ้าเราจะมองแต่ “ผลได้” ของสังคม ราคาของการลงโทษทางสังคมด้วยกลไกดังกล่าว อาจจะไม่แพงเกินไปก็ได้ ก็เหมือนกับเป็นการแลกสิทธิเสรีภาพของ “คนส่วนน้อย’ เพื่อปกป้องคนส่วนใหญ่ที่มีราคาสูงกว่า หรือบางคนอาจจะมองไปถึงว่า การเป็นญาติพี่น้องของผู้กระทำความผิดนั้นก็ควรจะต้องร่วมรับความเจ็บปวดของเหยื่ออาชญากรรม และความเสียหายของสังคมในระดับที่มากขึ้นกว่าปกติ
เหตุผลนั้นอาจจะพอฟังได้ ถ้าแน่ใจว่าตัวเราจะไม่ตกเป็นผู้โชคร้าย ที่จะต้องเป็นผู้จ่ายราคานั้น ด้วยชีวิต อนาคต และเสรีภาพของเราเอง

