ท่องเที่ยวไทย อานิสงส์ถ้วนหน้า : โดย มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

24.11.17 | 13:00 น.

นับตั้งแต่ตอนนี้ไปก็จะเป็นเวลาเงินเวลาทองของการท่องเที่ยวไทย เพราะย่างเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว สนามบินก็คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวและใช้จ่ายกันอย่างสนุกสนานที่บ้านเรา

คำถามที่หลายคนอยากรู้ก็คือ รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายอย่างไร ใครได้ คำตอบที่ง่ายที่สุดก็คือ ดูจากรายได้ของการท่องเที่ยวในระดับจังหวัด ซึ่งข้อมูลปี 2559 ระบุว่า กทม.มีรายได้ถึงร้อยละ 38 ของรายได้ในปี 2559 ซึ่งข้อมูลปี 2559 เมื่อรวมกับอีก 4 จังหวัดถัดไป (คือ ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ และกระบี่) ก็จะมีรายได้รวมกันถึงร้อยละ 73 ถัดจากนั้นไปอีก 8 จังหวัด ก็จะทำให้แชร์ในรายได้จากการท่องเที่ยวถึงร้อยละ 88 คือรวม 13 จังหวัดแรก หลังจากจังหวัดที่ 13 (คือ กาญจนบุรี) ก็ไม่มีจังหวัดใดที่มีแชร์ถึงร้อยละ 1 ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด สรุปว่า รายได้ของการท่องเที่ยวกระจุกตัวสูงมาก เพราะเมื่อคำนวณค่า Gini (คือ ตัวชี้วัดการกระจายรายได้) จะสูงถึง 0.781 ในขณะที่การกระจายรายได้รวมของคนไทยจะอยู่ประมาณ 0.4-0.5 ซึ่งก็นับว่าสูงในประเทศพัฒนาแล้วที่มีการกระจายรายได้ที่ดี ตัวชี้วัดนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 0.3

แต่ถึงอย่างไร การท่องเที่ยวก็ยังสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้แก่จังหวัดต่างๆ ได้มาก แม้จะไม่ใช่จังหวัดท่องเที่ยว เช่น ชัยนาทเป็นจังหวัดที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นลำดับที่ 68 จากการจัดลำดับจังหวัดท่องเที่ยวของสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ ยังมีรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 1,108 ล้านบาท จังหวัดลำดับสุดท้ายด้านการท่องเที่ยวของประเทศคือ หนองบัวลำภู มีรายได้จากการท่องเที่ยว 350 ล้านบาท

เมื่อพิจารณารายได้จากผู้มาเยือนต่อหัวประชากรรายจังหวัดพบว่า กทม. ก็ยังเป็นที่ 1 มีรายได้ถึง 552,979 บาทต่อหัว รองลงมาเป็นภูเก็ต 351,695 บาทต่อหัว เชียงใหม่ลำดับ 4 รายได้ลดมาเป็นหลักหมื่นที่ 95,317 บาท แต่พอไปถึงลำดับที่ 10 คือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ก็จะเหลือเพียง 36,825 บาทต่อหัวเท่านั้น ดังนั้น รายได้จากการท่องเที่ยวทำให้โครงสร้างรายได้ของไทยมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น

หากพิจารณาการกระจายรายได้ตามชั้นของรายได้ของกลุ่มที่มีรายได้ต่ำที่สุด 10% ล่างของประเทศไล่ไปจนถึงกลุ่มที่ร่ำรวย จากการศึกษาของ ผศ.ดร.อนันต์ วัฒนกุลจรัส จาก NIDA ที่ศึกษาไว้นานแล้วว่า ในกรณีฐาน ถ้ารายได้ด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 1 บาท กลุ่มที่รวยที่สุดจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 46 สตางค์ ในขณะที่กลุ่ม
ที่จนที่สุดจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแค่ 3 สตางค์ สรุปได้ว่า รายได้ที่มาจากการท่องเที่ยวจะทำให้ความเหลื่อมล้ำใน
สังคมสูงขึ้น

Advertisement

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยเท่านั้น เพราะท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่ต้องมีการลงทุน คนที่มีรายได้ต่ำไม่มีทุนรอนอยู่แล้วจึงมีโอกาสน้อย การขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยวจึงให้ประโยชน์กับคนที่สามารถ
เอาเงินไปต่อเงินได้มากกว่า ประเทศอื่นๆ ที่มีความเหลื่อมล้ำพื้นฐานสูงอยู่แล้วก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน เช่น โครงการวิจัยของทีมในกัมพูชาพบว่า นครเสียมราฐหรือเสียมเรียบในปัจจุบันที่การท่องเที่ยวขยายตัวกว่าร้อยละ 80 ต่อปี เพราะมีแหล่งดึงดูดใจระดับโลกคือนครวัด นครธมนั้น คนจนไม่สามารถเข้าถึงผลประโยชน์ได้ จากการสัมภาษณ์คนจนในหมู่บ้านที่ห่างออกไปแค่ 10 กิโลเมตร คนจนเหล่านั้นไม่มีแม้แต่พาหนะ เช่น จักรยาน การเข้ามาทำงานในแหล่งท่องเที่ยวแทบเป็นไปไม่ได้ ก็ยังต้องจนต่อไปเหมือนเดิม หรือในกรณีที่รัฐพยายามปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวให้ดีขึ้น โดยให้สัมปทานบริษัทจัดการแหล่งท่องเที่ยว ก็ปรากฏว่าชาวบ้านที่มีแพบริการนักท่องเที่ยวริมน้ำ ก็ต้องสูญเสียรายได้ไป

ดังนั้นการท่องเที่ยวจึงดูเหมือนจะไม่ใช่วิธีการที่จะลดความเหลื่อมล้ำได้

คําถามต่อไปก็คือว่า ถ้าเช่นนั้นเรายังควรส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอยู่ไหม คำตอบก็คือ ก็ควรจะทำต่อแน่นอน เพราะการท่องเที่ยวก็ยังสร้างรายได้เสริม เป็นทางเลือกเพิ่มทางเลือกเดียวที่จะสกัดกั้นคนในชนบทไม่ให้เข้าเมือง เป็นทางเลือกที่เปิดโอกาสให้คนหนุ่มคนสาวไม่ต้องย้ายถิ่น และยังสามารถช่วยยกระดับรายได้ได้ แต่การท่องเที่ยวชุมชนที่จัดการโดยชุมชนยังมีอยู่น้อยมาก ที่จดทะเบียนกับทางการมีประมาณ 100 แห่ง รายได้รวมกันในแต่ละปีก็ไม่น่าจะเกิน 300 ล้านบาท เพราะผู้นำ Local Alike ผู้ประสานงานท่องเที่ยวชุมชนที่ได้รับรางวัลระดับโลก เคยให้สัมภาษณ์ว่าในกลุ่ม Local Alike ชุมชนได้รายได้รวมกันประมาณปีละ 70 ล้านบาท

การประเมินผลทางสังคมของการลงทุนด้านการท่องเที่ยวที่ท่าขันทอง ซึ่งเป็นชุมชนที่ได้รับรางวัลกินรี โดยผู้เขียนและ นายอรรถพันธ์ สารวงศ์ พบว่าการท่องเที่ยวชุมชนก่อให้เกิดรายได้สุทธิในปีที่ 5 หลังจากนั้น
ก็จะสร้างผลประโยชน์คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันได้ถึง 2.13 ล้านบาท ภายใน 10 ปีตั้งแต่เริ่มลงทุน แต่ความสำเร็จของท่าขันทองไม่ได้มาจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่มาจาการขับเคลื่อนของบุคคลสำคัญ 2 ท่าน คือ ดร.ชูกลิ่น อุนวิจิตร และ นายเศรษฐศักดิ์ พรหมมา ปลัดเทศบาลตำบลบ้านแซว ซึ่งได้ลงแรงกายแรงใจอย่างมหาศาล ได้มีการรวมกลุ่มและพัฒนาการท่องเที่ยวจนได้รับรางวัลกินรี โดยมีการกระจายรายได้ไปยังผู้สูงวัยในหมู่บ้านที่ได้มาทำพิธีผูกข้อมือต้อนรับนักท่องเที่ยว ส่วนเด็กๆ ก็ได้รายได้จากการฟ้อนรำ ผู้หญิงได้ขายผ้าที่ทอ และผลผลิตต่างๆ นอกจากนี้ชาวบ้านยังหวังว่าในวันข้างหน้าลูกหลานจะไม่ต้องทิ้งบ้านไปทำงานในเมือง

การทำงานท่องเที่ยวกับคนจนจึงไม่ใช่ทำโดยเอาเงินอัดฉีดลงไป แต่ต้องมีเวลา ใช้ทั้งสมอง ใจ และกาย ช่วยชาวบ้านคิด ต้องมีเสวนาให้เกิดความเข้าใจเรื่องการท่องเที่ยว ต้องมีการฝึกอบรมภาษา ลงทุนด้านเครื่องแต่งกาย และให้ความรู้อื่นๆ ที่จำเป็น

การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนจึงมิใช่วิธีการลดความเหลื่อมล้ำในระยะสั้น เพราะสเกลยังเล็กมาก เทียบกับทัวร์ศูนย์เหรียญซึ่งปีหนึ่งมียอดขายถึง 200,000 ล้านบาท ถ้าจะลดความเหลื่อมล้ำก็ต้องมาคิดว่า ทำอย่างไรจะให้รากหญ้าเข้าถึงทัวร์ ซึ่งต้องจัดหาที่สาธารณะ เช่น เปิดถนนคนเดินริมน้ำ จัด Food Street ตลาดนัด การยอมให้ชาวบ้านขายของแบบหาบเร่หรือกระบะติดตัวได้ แต่ถ้าจะขายอยู่กับที่หรือเป็นรถเข็นก็ต้องเป็นที่ที่จัดไว้เป็นพิเศษ

เทศบาลต้องพัฒนาตลาดต่างๆ ให้สะอาดเที่ยวชมได้ในทำนองเดียวกับสวนจตุจักร พื้นที่เหล่านี้ต้องมีที่จอดรถทัวร์ หรืออยู่ใกล้จุดรับ-ส่ง ระบบขนส่งสาธารณะ BTS และ MRT แต่กระจายออกไปให้มากกว่านี้ เช่น มีในย่านที่มีโรงแรมมากๆ เช่น สุขุมวิท และกระจายไปในทุกเมืองใหญ่ เพื่อว่าคนไทยจะได้อานิสงส์ถ้วนหน้ายิ่งขึ้นจากการท่องเที่ยวไทย