หากมองความเฉียบขาดของ คสช.ที่ไม่ยอม “ปลดล็อก” ให้กับพรรคการเมืองแม้จะมี พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองประกาศและบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม
ถือว่าเป็นกระบวนการ “รุก”
เป็นการรุกบนพื้นฐานที่มองว่า 1 ยังไม่บังเกิดความสงบในทางการเมืองอย่างเป็นที่ไว้วางใจได้และ 1 ปัจจัยแห่งความไม่สงบนั้นมาจากนักการเมืองและพรรคการเมือง
อย่างน้อย “พรรคการเมือง” ก็ยังเป็น “จำเลย”
อย่างน้อยบรรดา “นักการเมือง” ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างชอบธรรม
ยิ่งเมื่องัด “กฎหมายคอมพิวเตอร์” เข้ามาเสริม
ยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวในเชิง “ปัจเจก” ของนักการเมืองแต่ละคนไม่อาจทำได้อย่างคล่องใจดังเห็นตัวอย่างมาแล้วจากคดีที่โหมเข้าใส่ นายวัฒนา เมืองสุข เป็นต้น
เด่นชัดว่ามาตรการ “รุก” นี้มีผลในทางการเมือง
กระนั้น พลันที่ที่ประชุมคณะกรรมการ กกต.เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน มีมติรับร่างระเบียบและประกาศ กกต.รวมแล้ว 8 ฉบับ หากตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อใด
ก็มีผลทางการปฏิบัติทันที
เป็นผลทางการปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ประกาศเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม
ก็เริ่มไม่แน่ใจในมาตรการ “รุก”
ความหมายของร่างระเบียบและประกาศ กกต.นี้ย่อมท้าทายโดยตรงไปยังคำสั่งหัวหน้า คสช.และมติ คสช.ล่าสุดที่ไม่ “ปลดล็อก” ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม
เพราะกระทำบนพื้นฐานของ “กฎหมาย”
ผลสะเทือนเฉพาะหน้าก็จะนำไปสู่การเปรียบเทียบระหว่าง “ศักดิ์” ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ว่าฉบับใดจะมีเหนือกว่าใคร
ฝ่ายที่ตกเป็นจำเลยย่อมคือ “คสช.”
การที่มติ คสช.ไม่ “ปลดล็อก” ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมไม่เพียงแต่ 1 ละเลยต่อบทบาทและความหมายของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเท่านั้น
หากแต่ 1 ยังเท่ากับเป็นการเอาเปรียบ “พรรคการเมือง”
เพราะเมื่อนำเอาข้อสังเกตนี้ไปพิจารณาประกอบกับ 4 คำถามและตามมาด้วย 6 คำถามก็ย่อมจะรู้ดีว่า คสช.กำลังตระเตรียมอะไรในทางการเมือง
นั่นก็คือ คสช.กำลังจะแปรเป็น “พรรคการเมือง”
ทั้งๆ ที่นับจากรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา คสช.อยู่ในฐานะได้เปรียบอย่างยิ่งในทางการเมือง
เวลาผ่านมา 3 ปีเศษ คสช.ก็ยังไม่ผ่อนปรนให้กับ “พรรคการเมือง”
ยิ่งกว่านั้น คสช.และรัฐบาลยังพยายามที่จะนำเอากฎหมายคอมพิวเตอร์มาใช้อย่างประสานกับกระบวนการไม่ “ปลดล็อก” ก็ยิ่งทำให้ภาพของ คสช.และรัฐบาลมีความเด่นชัดขึ้น
เด่นชัดในเชิงที่สร้างความได้เปรียบให้กับตนเอง
มาตรการ “รุก” ในทางการเมืองที่เริ่มต้นขึ้นจึงนำไปสู่กระบวนการรุกอันมีส่วนอย่างสำคัญในการเปิดโปงตนเองออกมาเป็นลำดับ
ภายในการรุกของ คสช.จึงปรากฏลักษณะการตั้งรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้ เป็นการตั้งรับทั้งๆ ที่อีกฝ่ายยังไม่เปิดการรุกในลักษณะตอบโต้
การเมืองนับจากนี้เป็นต้นไปจึงมีความซับซ้อน
มิใช่ว่า คสช.จะเป็นฝ่ายรุกอย่างด้านเดียวเหมือนห้วงแรกหลังรัฐประหาร หากแต่ภายในการรุกยังต้องตกอยู่ในสภาพตั้งรับไปโดยพื้นฐาน
ทั้งยังตั้งรับจากมาตรการรุกของตนอีกด้วย

